แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - siritidaphon

หน้า: [1] 2 3 ... 29
1
หมอออนไลน์: พิษปลาปักเป้า (Puffer fish poisoning) - พิษเเมงดาถ้วย (Horseshoe crab poisoning)

ปลาปักเป้าและแมงดาถ้วยมีสารพิษชนิดเดียวกัน คือ เทโทรโดท็อกซิน (tetrodotoxin)* สะสมอยู่ในตัวการรับพิษจากสัตว์น้ำทั้ง 2 ชนิดนี้ จึงมีอาการแสดงเหมือนกัน และมีวิธีการดูแลรักษาแบบเดียวกัน

ในบ้านเรามีรายงานผู้ที่ป่วยและตายจากการกินปลาปักเป้า (ทั้งปลาน้ำจืดและปลาทะเล) และแมงดาถ้วยเป็นครั้งคราว พบได้ในคนทุกวัย มักพบเป็นพร้อมกันหลายคนที่กินสัตว์น้ำพวกนี้ด้วยกัน

ปลาปักเป้า (ปลาเนื้อไก่ก็เรียก) ปกติมีลักษณะเหมือนปลาทั่วไป รอบตัวมีหนามสั้นหรือยาวแล้วแต่ชนิด เมื่อถูกรบกวนจะพองตัวคล้ายลูกโป่งหรือทุเรียนที่มีหนามแหลม พบทั้งในน้ำจืด (ตามแม่น้ำ ลำธาร ห้วย หนอง คลอง บึง เช่น ปักเป้าเขียว ปักเป้าเหลือง ปักเป้าทอง) และน้ำทะเล (บริเวณอ่าวไทย เช่น ปักเป้าหนามทุเรียน ปักเป้าดำ ปักเป้าเเดง ปักเป้าดาว ปักเป้าหลังเเก้ว)

มีชื่อภาษาอังกฤษ เช่น puffer fish, globe fish, balloon fish, swell fish, toad fish เป็นต้น

มีชื่อภาษาญี่ปุ่นว่า "ฟูหงุ"

ปลาปักเป้าทะเลจะมีพิษมากในไข่ ตับ ลำไส้ หนังส่วนในเนื้อปลามีพิษน้อยหรือไม่มี ปลาปักเป้าน้ำจืด มีพิษมากที่สุดในหนัง รองลงมาในไข่ เนื้อปลา ตับ ลำไส้ ตามลำดับ พิษจะมีมากขึ้นในฤดูวางไข่

เเมงดาถ้วย (แมงดาไฟหางกลม แมงดาไฟ เหรา, horseshoe crab) ลักษณะตัวเล็ก หางกลมเรียว ไม่มีหนาม อยู่ตามป่าชายเลน มีพิษโทรโดท็อกซินเช่นเดียวกับปลาปักเป้า พิษจะมีมากในไข่เเมงดามากกว่าในเนื้อ นิยมนำมายำหรือเเกงกิน

ส่วนแมงดาทะเลที่ไม่มีพิษคือ เเมงดาจาน (แมงดาหางเหลี่ยม, giant king crab) มีลักษณะตัวใหญ่ หางเหลี่ยม มีหนามเล็กน้อย อยู่ในทะเลน้ำลึก

ปลาปักเป้า

*เทโทรโดท็อกซิน เป็นสารที่มีพิษต่อประสาทร้ายแรงรองลงมาจากพิษโบทูลินและบาดทะยัก มีฤทธิ์ขัดขวางการทำงานของระบบประสาท โดยการปิดกั้นช่องทางโซเดียม (sodium channel inhibitor) ของเซลล์ประสาท โซเดียมจึงไม่ถูกดูดกลับเข้าไปในเซลล์ ทำให้ไม่เกิดคลื่นกระแสไฟฟ้ากระจายไปตามเส้นประสาทได้ รวมทั้งออกฤทธิ์ยับยั้งการส่งผ่านสัญญาณประสาทจากส่วนกลางไปที่จุดเชื่อมต่อประสาทกับกล้ามเนื้อ มีผลต่อประสาทรับความรู้สึก ประสาทบังคับกล้ามเนื้อ และประสาทอัตโนมัติ ทำให้เกิดอาการชา กล้ามเนื้ออ่อนแรง และอาการอื่น ๆ ผู้ป่วยมักจะตายจากการหยุดหายใจเนื่องจากกล้ามเนื้อหายใจเป็นอัมพาต การรับพิษขนาด 2 มก. สามารถทำให้เสียชีวิตได้

 นอกจากปลาปักเป้าและแมงดาถ้วยแล้ว พิษชนิดนี้พบในสัตว์ทะเลอื่น ๆ เช่น หมึกสายบางชนิด หอยกาบเดี่ยวบางชนิด กบ และปลาบางสายพันธุ์ เป็นต้น พิษเทโทรโดท็อกซินเกิดจากการสังเคราะห์ของแบคทีเรียหลายชนิดที่อาศัยอยู่ในสัตว์เหล่านั้น โดยไม่เป็นพิษกับมัน (แต่จะใช้พิษในการทำร้ายสัตว์อื่นและป้องกันตนเอง)

 พิษชนิดนี้สามารถทนต่อความร้อนได้สูง การต้ม ทอด ปิ้ง ย่างให้สุก ไม่สามารถทำลายพิษได้ และในปัจจุบันยังไม่มียาหรือเซรุ่มที่ใช้แก้พิษชนิดนี้

สาเหตุ

เกิดจากการบริโภคปลาปักเป้าและแมงดาถ้วย โดยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์

อาการ

เกิดหลังกินปลาปักเป้าหรือแมงดาถ้วย 10-45 นาที บางรายอาจนานถึง 12-20 ชั่วโมง ขึ้นกับปริมาณพิษที่ได้รับ ถ้ากินพิษเข้าไปมาก อาการก็จะเกิดเร็ว

แรกเริ่มจะรู้สึกชาและเสียวแปลบ ๆ ที่ริมฝีปากและลิ้นก่อน คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ มึนงง ตัวลอย ๆ บางรายอาจมีอาการปวดท้อง ถ่ายเป็นน้ำร่วมด้วย

ระยะต่อมาอาการชาจะลุกลามไปที่ใบหน้า แขนขา และปลายมือปลายเท้า ผู้ป่วยจะเริ่มรู้สึกกล้ามเนื้ออ่อนเปลี้ย ไม่ค่อยมีแรง จนลุกขึ้นยืนหรือเดินไม่ได้ และอาจรู้สึกแน่นอึดอัดหายใจไม่ออก

ถ้ารับพิษมากอาการจะรุนแรงมากขึ้น มีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อมากขึ้น โดยเริ่มจากไม่สามารถเคลื่อนไหวแขนขาตามที่ต้องการได้ ตามมาด้วยอาการกลืนลำบาก พูดลำบาก ตะกุกตะกักจนกระทั่งพูดไม่ได้ (เนื่องจากกล้ามเนื้อคอหอยและกล่องเสียงเป็นอัมพาต) ระยะนี้ผู้ป่วยยังรู้สึกตัวดี

ระยะสุดท้าย ผู้ป่วยจะหายใจไม่ได้หรือหยุดหายใจ (เนื่องจากกล้ามเนื้อกะบังลม หน้าอก และท้องเป็นอัมพาต) ตัวเขียวและหมดสติ ถ้าไม่ได้รับการรักษาก็จะเสียชีวิตในเวลารวดเร็ว

ความรุนแรงและระยะของโรคขึ้นกับปริมาณพิษที่ได้รับ

ถ้ากินพิษมาก อาการจะลุกลามรวดเร็ว และอาจเสียชีวิตภายใน 20-30 นาทีหลังจากเริ่มมีอาการชาที่ปาก บางรายอาจเสียชีวิตภายใน 4-6 ชั่วโมง หรือภายใน 24 ชั่วโมง

แต่ถ้าภายหลัง 24 ชั่วโมงหลังเกิดอาการผู้ป่วยสามารถรอดชีวิตมาได้ ก็มักจะค่อย ๆ ฟื้นคืนสู่ปกติได้เอง ซึ่งอาจใช้เวลา 24-48 ชั่วโมง

ภาวะแทรกซ้อน

ที่ร้ายแรง คือ ภาวะการหายใจล้มเหลว ซึ่งเป็นสาเหตุการตายของผู้ป่วย อาจมีโรคปอดอักเสบแทรกซ้อนเนื่องจากการสำลัก

การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยจากอาการ ประวัติการบริโภค และสิ่งตรวจพบ ดังนี้

มักตรวจพบอาการชาและกล้ามเนื้ออ่อนแรง แขนขาเป็นอัมพาต พูดลำบาก กลืนลำบาก

อาจพบภาวะขาดน้ำจากอาการอาเจียน ท้องเดิน

ถ้ารุนแรงจะพบตัวเขียว หายใจไม่ได้ ชักหรือหมดสติ ชีพจรเต้นช้า (มักน้อยกว่า 40 ครั้ง/นาที) ความดันโลหิตต่ำ รูม่านตาขยาย 2 ข้าง ไม่มีปฏิกิริยาต่อแสง

การรักษาโดยแพทย์

แพทย์จะให้การรักษาขั้นพื้นฐาน (อ่านเพิ่มเติมที่ "การรักษาขั้นพื้นฐาน (ที่สถานพยาบาล) สำหรับผู้ป่วยที่กินสัตว์หรือพืชพิษ" ด้านล่าง) และรับตัวผู้ป่วยไว้รักษาในโรงพยาบาล และเฝ้าติดตามดูอาการเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด

เนื่องจากไม่มียาแก้พิษโดยเฉพาะ จึงให้การรักษาแบบประคับประคองและแก้ไขตามอาการที่พบต่อไป เช่น ในรายที่หายใจไม่ได้ ต้องใส่ท่อหายใจ และใช้เครื่องช่วยหายใจ จนกว่าพิษจะถูกขับออกจากร่างกายจนหมด ซึ่งใช้เวลาประมาณ 9-12 ชั่วโมง

แพทย์จะให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำแก่ผู้ป่วยทุกราย

ถ้าความดันโลหิตต่ำมาก ให้ยากระตุ้นความดัน เช่น โดพามีน

ถ้าชีพจรเต้นช้า ให้อะโทรพีน หากไม่ได้ผลอาจต้องใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจ (pacemaker)

บางรายอาจให้นีโอสติกมีน (neostigmine) หรืออีโดรโฟเนียม (edrophonium) ช่วยให้อาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงดีขึ้น

ผลการรักษา หากได้รับการช่วยเหลือได้ทัน (โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขอาการหายใจไม่ได้เนื่องจากกล้ามเนื้อหายใจเป็นอัมพาต) ผู้ป่วยมักจะรอดชีวิต และฟื้นหายเป็นปกติภายใน 24-48 ชั่วโมง

การรักษาขั้นพื้นฐาน (ที่สถานพยาบาล) สำหรับผู้ป่วยที่กินสัตว์หรือพืชพิษ

 1. ถ้าผู้ป่วยกินสัตว์หรือพืชพิษมาไม่เกิน 1 ชั่วโมง และยังไม่อาเจียน รีบทำให้ผู้ป่วยอาเจียนด้วยการให้ไอพีเเคกน้ำเชื่อมหรือใช้นิ้วล้วงคอ

2. ให้ผู้ป่วยกินผงถ่านกัมมันต์ (activated charcoal) ขนาด 1 กรัม/กก. โดยผสมน้ำ 1 แก้ว โดยให้ผู้ป่วยดื่มเอง ถ้าอาเจียนหรือดื่มเองไม่ได้ ให้ป้อนผ่านท่อสวนกระเพาะ (stomach tube) ถ้าผู้ป่วยหมดสติ ควรใส่ท่อช่วยหายใจก่อนเพื่อป้องกันการสำลัก

ควรให้เร็วที่สุดเมื่อพบผู้ป่วย (วิธีนี้จะได้ผลมากที่สุดเมื่อให้กินภายใน 30 นาทีหลังกินสัตว์หรือพืชพิษ) ไม่ควรให้ก่อนหรือหลังให้ยาที่ทำให้อาเจียน

ในรายที่รับพิษร้ายเเรง เช่น ปลาปักเป้า แมงดาถ้วย เห็ดพิษร้ายแรง หรือสงสัยรับพิษปริมาณมาก ควรให้ซ้ำทุก 4 ชั่วโมง

3. ทำการล้างกระเพาะอาหารด้วยน้ำเกลือนอร์มัลหรือน้ำ

วิธีนี้จะได้ผลดี เมื่อผู้ป่วยกินสารพิษมาไม่เกิน 1 ชั่วโมง และไม่มีอาการอาเจียน ถ้าทำหลังกินสารพิษมากกว่า 4 ชั่วโมง อาจไม่ได้ประโยชน์และไม่คุ้มกับผลข้างเคียง (ที่สำคัญคือ การสำลักเข้าปอดทำให้ปอดอักเสบ)

ควรกระทำโดยบุคลากรที่ชำนาญ และในที่ที่มีความพร้อม

ไม่จำเป็นต้องทำ ถ้าผู้ป่วยมีอาการอาเจียนมาก และห้ามทำในผู้ป่วยชัก ไม่ค่อยรู้ตัว หมดสติ

อาจให้ผงถ่านกัมมันต์กินก่อนล้างกระเพาะ หรือผสมผงถ่านกัมมันต์ในน้ำล้างกระเพาะก็ได้

4. ให้ผู้ป่วยดื่มโซเดียมไบคาร์บอเนต ขนาด 2-5% จำนวน 50 มล.

5. ให้กินยาระบาย ซอร์บิทอล (sorbitol) ขนาด 70% อาจกินเดี่ยว ๆ หรือผสมกับผงถ่านกัมมันต์แทนน้ำก็ได้ ถ้าไม่มีอาจให้ยาระบายอื่น ๆ เช่น ยาระบายแมกนีเซีย (Milk of Magnesia) แทน ให้ได้ไม่เกิน 2 ครั้ง

ห้ามทำ ในรายที่มีอาการถ่ายท้องมากอยู่แล้ว หรือมีภาวะขาดน้ำที่ยังไม่ได้รับการทดแทน

6. ให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำ

7. ถ้าชักฉีดไดอะซีเเพม 5-10 มก.เข้าหลอดเลือดดำ

8. ถ้าหยุดหายใจหรือหายใจไม่ได้ ให้ทำการช่วยเหลือด้วยการเป่าปาก หรือใช้เครื่องช่วยหายใจ

9. ถ้าหมดสติ ให้การรักษาแบบหมดสติ

การดูแลตนเอง

หากสงสัยว่าผู้ป่วยเกิดอาการพิษปลาปักเป้าหรือพิษแมงดาถ้วย ควรทำการปฐมพยาบาล แล้วรีบพาผู้ป่วยไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลทันที

การปฐมพยาบาล สำหรับผู้ป่วยที่กินสารพิษ สัตว์พิษ หรือพืชพิษ

1. รีบทำให้ผู้ป่วยอาเจียน เพื่อขับพิษออก

    ถ้ามียากระตุ้นอาเจียน ได้แก่ ไอพีแคกน้ำเชื่อม (syrup ipecac) ให้กินครั้งละ 15-30 มล. (เด็กโต 15 มล.) และดื่มน้ำตามไป 1 แก้ว ถ้ายังไม่อาเจียนใน 20 นาที กินซ้ำได้อีก 1 ครั้ง
    ถ้าไม่มียา ให้ผู้ป่วยดื่มน้ำ 1 แก้ว แล้วใช้นิ้วล้วงเข้าไปเขี่ยที่ผนังลำคอกระตุ้นให้อาเจียน ถ้าไม่ได้ผลทำซ้ำอีกครั้ง

ควรเก็บเศษอาหารที่อาเจียน ไว้ส่งตรวจวิเคราะห์

วิธีนี้จะได้ผลดี ต้องรีบทำภายใน 1 ชั่วโมงหลังกินสารพิษ และไม่ต้องทำหากผู้ป่วยมีอาการอาเจียนเองอยู่แล้ว

ห้ามทำ ในผู้ป่วยที่ชัก ไม่ค่อยรู้ตัวหรือหมดสติ หรือกินกรด ด่าง น้ำมันก๊าด ทินเนอร์ หรือสารพิษไม่ทราบชนิด

2. ถ้ามีผงถ่านกัมมันต์ (activated charcoal) ให้กินขนาด 1 กรัม/กก. โดยผสมน้ำ 1/2-1 แก้ว เพื่อลดการดูดซึมสารพิษเข้าร่างกาย (ไม่ต้องทำถ้าผู้ป่วยกินกรด ด่าง น้ำมันก๊าด ทินเนอร์)

ถ้าไม่มีผงถ่านกัมมันต์ ให้กินไข่ดิบ 5-10 ฟอง หรือดื่มนมหรือน้ำ 4-5 แก้ว

3. สำหรับผู้ป่วยที่กินพาราควอต ให้กินสารละลายดินเหนียว (Fuller’s earth) โดยผสมผงดินเหนียว 150 กรัม หรือ 2 1/2 กระป๋อง ในน้ำ 1 ลิตร ถ้าไม่มีให้ดื่มน้ำโคลนดินเหนียวจากท้องร่องในสวน (ที่ไม่มีตะปูหรือเศษแก้ว หรือสารพิษตกค้าง) ซึ่งจะลดพิษของยานี้ได้

4. สำหรับผู้ที่กินปลาปักเป้า แมงดาถ้วย ปลาทะเลพิษ หอยทะเลพิษ เห็ดพิษ ให้ดื่มโซเดียมไบคาร์บอเนตขนาด 2-5% จำนวน 50 มล. (อาจเตรียมโดยผสมผงฟู 1-2.5 กรัม ในน้ำ 50 มล.) ซึ่งจะช่วยลดพิษของอาหารพิษได้

ห้ามทำ ข้อ 2-4 ถ้าผู้ป่วยชัก ไม่ค่อยรู้ตัวหรือหมดสติ

5. ถ้าผู้ป่วยมีภาวะขาดน้ำ ให้ดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ หรือให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำ

6. ถ้าผู้ป่วยชักหรือหมดสติ ให้ทำการปฐมพยาบาลเช่นเดียวกับผู้ป่วยชัก (อ่านใน "โรคลมชัก" เพิ่มเติม) หรือหมดสติ (อ่านใน "อาการหมดสติ" เพิ่มเติม)

7. รีบพาผู้ป่วยไปโรงพยาบาล ควรนำสารพิษที่ผู้ป่วยกินหรืออาเจียนออกมาไปให้แพทย์ตรวจวิเคราะห์ด้วย

การป้องกัน

1. หลีกเลี่ยงการกินปลาปักเป้าทุกชนิด และแมงดาทะเล (โดยเฉพาะอย่างยิ่งแมงดาถ้วย หรือไม่แน่ใจว่าเป็นแมงดาชนิดใด) ไม่ว่าจะปรุงหรือทำให้สุกด้วยวิธีใด ๆ ก็ตาม

2. ในบ้านเรามีรายงานผู้ป่วยเป็นพิษปลาปักเป้าจากการบริโภคอาหารที่มีเนื้อปลาประกอบ เช่น ก๋วยเตี๋ยวปลา ข้าวต้มปลา ต้มยำปลา ปลาผัดขึ้นฉ่าย ผัดกระเพราปลา สเต๊กปลา ไข่ปลา (สด ต้มยำ ทอด หรือต้ม) ปลาร้า เป็นต้น เนื่องจากผู้จำหน่ายนำเนื้อปลาปักเป้ามาเจือปนในอาหาร ดังนั้น จึงควรระมัดระวังในการบริโภคอาหารที่ทำจากเนื้อปลาตามร้านอาหาร และควรบริโภคเนื้อปลาที่ทราบชนิดแน่ชัดว่าไม่ใช่ปลาปักเป้า

ข้อแนะนำ

1. โรคนี้ในระยะแรกอาจมีอาการแบบอาหารเป็นพิษ (คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเดิน) แต่มักมีอาการชาที่ริมฝีปาก ลิ้น ใบหน้า และแขนขาร่วมด้วย ดังนั้น เมื่อพบผู้ป่วยมีอาการอาหารเป็นพิษ ควรซักถามอาการชา และประวัติอาหารการกิน ควรส่งโรงพยาบาลทันทีโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าได้ประวัติว่าผู้ป่วยกินปลาปักเป้าหรือแมงดาถ้วยก่อนมีอาการ

2. เมื่อพบผู้ป่วยเป็นโรคนี้ ไม่ว่าจะมีอาการรุนแรงมากน้อยเพียงใด ก็ควรส่งตัวเข้าไปรักษาอยู่ในโรงพยาบาล และเฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดอย่างน้อย 24 ชั่วโมง โดยทั่วไปถ้าผู้ป่วยสามารถรอดชีวิตได้ภายหลัง 24 ชั่วโมงหลังมีอาการ ก็มักจะหายได้เป็นปกติ

3. ควรให้ความรู้แก่คนทั่วไปให้ทราบถึงพิษภัยจากการกินปลาปักเป้าและแมงดาทะเล และอาการแสดงของโรคนี้ เพื่อให้รู้จักระวังตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริโภคอาหารที่มีเนื้อปลาเป็นส่วนประกอบและอาหารทะเลตามร้านอาหาร (แม้จะเตรียมให้สุก พิษก็ไม่ถูกทำลาย) ถ้าพบว่ามีอาการแบบอาหารเป็นพิษ และรู้สึกชาที่ริมฝีปาก (อาจร่วมกับชาที่ลิ้น ใบหน้า) หลังบริโภคอาหารเหล่านี้ ก็ควรรีบไปโรงพยาบาลโดยเร็ว

4. โรคนี้มีอาการคล้ายโรคโบทูลิซึม คือ มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงเป็นอัมพาตและหยุดหายใจ ต่างกันตรงการเรียงลำดับ โรคนี้จะเป็นจากส่วนปลายเข้าหาส่วนกลาง (ascending paralysis) คือ เริ่มจากแขนขาก่อนแล้วไปที่หน้า (คอหอยกับกล่องเสียง) และไปสิ้นสุดที่หน้าอก หน้าท้อง (หยุดหายใจ)

ส่วนโบทูลิซึมจะเป็นจากบนลงล่าง (descending paralysis) คือ เริ่มที่หน้า (ตา คอหอย กล่องเสียง) ก่อน ค่อยลงมาที่หน้าอก หน้าท้อง (หยุดหายใจ) แล้วไปสิ้นสุดที่แขนขา

นอกจากนี้ โรคนี้จะมีอาการชาที่ปาก ลิ้น หน้า และแขนขา ขณะที่อีกโรคหนึ่งไม่มีอาการชา

2
วิธีการเลือกเฟอร์นิเจอร์ ในแต่ละห้อง ของตกแต่งบ้าน

การเลือกเฟอร์นิเจอร์ในแต่ละห้องจำเป็นต้องคำนึงถึงหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นการใช้งาน, ขนาดพื้นที่, หรือแม้แต่บรรยากาศที่คุณอยากให้เป็น ลองมาดูแนวทางการเลือกเฟอร์นิเจอร์สำหรับห้องหลักๆ ในบ้านกันค่ะ


ห้องนั่งเล่น

ห้องนั่งเล่นถือเป็นหัวใจของบ้าน เป็นพื้นที่สำหรับพักผ่อนและทำกิจกรรมร่วมกัน

โซฟา: เป็นพระเอกของห้อง ควรเลือกโซฟาที่มีขนาดพอเหมาะกับจำนวนสมาชิกในบ้าน และวัสดุที่ทำความสะอาดง่าย

โต๊ะกลาง: ควรเลือกโต๊ะที่มีความสูงพอดีกับโซฟาและมีขนาดที่ไม่เกะกะทางเดิน

ชั้นวางของ: เลือกชั้นวางของที่ช่วยเพิ่มพื้นที่เก็บของและโชว์ของตกแต่งเพื่อสะท้อนสไตล์ของคุณ


ห้องนอน

ห้องนอนเป็นห้องสำหรับพักผ่อน จึงควรเน้นเฟอร์นิเจอร์ที่ช่วยสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายและสบายตา

เตียงนอน: ควรเลือกขนาดเตียงที่เหมาะสมกับขนาดห้อง และเลือกที่นอนที่รองรับสรีระได้ดี เพื่อช่วยให้หลับสบาย

ตู้เสื้อผ้า: ควรเลือกตู้ที่มีพื้นที่เก็บของเพียงพอ และมีดีไซน์ที่เข้ากับธีมของห้อง

โต๊ะข้างเตียง: เป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งาน ควรเลือกโต๊ะที่มีขนาดกะทัดรัดและมีดีไซน์ที่เข้ากับเตียงนอน

ไฟในห้องนอน: ควรเลือกไฟที่มีแสงสลัวๆ หรือโคมไฟที่สามารถปรับหรี่ไฟได้ เพื่อให้บรรยากาศดูอบอุ่นและผ่อนคลาย


ห้องรับประทานอาหาร

ห้องนี้เป็นพื้นที่สำหรับใช้เวลาร่วมกัน การเลือกเฟอร์นิเจอร์จึงควรคำนึงถึงความสะดวกสบายและความแข็งแรงเป็นพิเศษ

โต๊ะอาหาร: ควรเลือกขนาดที่เหมาะสมกับจำนวนสมาชิกในบ้าน โดยปกติแล้วพื้นที่สำหรับหนึ่งที่นั่งควรมีความกว้างอย่างน้อย 60 ซม.

เก้าอี้: ควรเลือกเก้าอี้ที่มีความสูงพอดีกับโต๊ะและนั่งสบาย เพื่อให้ทุกคนสามารถใช้เวลานั่งร่วมกันได้อย่างมีความสุข

ห้องครัว
การเลือกเฟอร์นิเจอร์ในห้องครัวควรเน้นเรื่องการใช้งานและความปลอดภัย

เคาน์เตอร์ครัว: ควรเลือกวัสดุที่ทำความสะอาดง่ายและทนทานต่อความร้อนและความชื้น

ตู้ครัว: ควรมีพื้นที่สำหรับจัดเก็บอุปกรณ์ทำอาหารอย่างเพียงพอ เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย

การเลือกเฟอร์นิเจอร์ด้วยความใส่ใจในรายละเอียด จะช่วยให้บ้านของคุณน่าอยู่และตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างสมบูรณ์แบบในทุกๆ ห้องค่ะ

3
ตรวจอาการเบื้องต้นด้วยตนเอง: ข้อเคล็ด/ข้อแพลง (Sprain) ข้อเท้าแพลง (Ankle sprain)

ข้อเคล็ดข้อแพลง คือ ภาวะผิดปกติที่เกิดจากการบาดเจ็บที่ข้อกระดูกเกิดความเสียหายต่อเอ็นกระดูก (ligament) ซึ่งเป็นมัดของเนื้อเยื่อเส้นใย (fibrous tissue) ที่ยึดเชื่อมระหว่างกระดูก 2 ชิ้น ตรงบริเวณข้อต่อต่าง ๆ

ภาวะนี้พบได้บ่อยทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ มักเกิดจากอุบัติเหตุขณะเล่นกีฬา ออกกำลังกาย หรือทำกิจวัตรประจำวัน ทำให้ข้อเกิดการบิด หมุน หรือพลิกมากเกินจนเอ็นกระดูกเสียหาย

ข้อที่พบบาดเจ็บได้บ่อยมาก ได้แก่ ข้อเท้า (เรียกว่า "ข้อเท้าแพลง" หรือ "ข้อเท้าพลิก")

นอกจากนี้อาจพบการบาดเจ็บที่ข้อมือ ข้อเข่า  ข้อไหล่  ข้อนิ้วมือ

สาเหตุ

เกิดจากเอ็นกระดูก (ligament) ตรงบริเวณข้อกระดูกถูกยืดออกมากเกินปกติหรือฉีกขาด เนื่องจากได้รับบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา ออกกำลังกาย หรืออุบัติเหตุ

ปัจจัยเสี่ยงของการบาดเจ็บจนทำให้ข้อแพลง ได้แก่ การทำกิจกรรมในสิ่งแวดล้อมที่มีความเสี่ยง (เช่น การเดินหรือวิ่งในที่มืด บนพื้นผิวที่ขรุขระ เปียกหรือลื่น หรือบนพื้นต่างระดับ การก้าวขึ้นลงบันได) กล้ามเนื้อไม่แข็งแรงหรืออ่อนล้า ไม่ได้ทำการอบอุ่นร่างกายและยืดเส้นยืดสายก่อนออกกำลังกาย การสวมใส่รองเท้าที่ไม่เหมาะสม (เช่น รองเท้าที่ไม่พอดีกับเท้าหรือไม่เหมาะกับกิจกรรมที่ทำ) การขาดสติ ความมึนเมา ความประมาทเลินเล่อ

สำหรับข้อเท้าแพลง นอกจากสาเหตุดังกล่าวแล้ว ยังอาจเกิดจากการหกล้ม ก้าวพลาด ตกส้นสูง หรือเท้าพลิก ผู้ที่มีภาวะน้ำหนักตัวเกิน เท้าผิดรูป หรือเคยบาดเจ็บที่ข้อเท้ามาก่อน อาจเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดข้อเท้าแพลงได้ง่ายขึ้น

อาการ

ผู้ป่วยจะมีอาการปวดเจ็บที่ข้อหลังได้รับบาดเจ็บ โดยจะเจ็บเวลาเคลื่อนไหวข้อ หรือใช้นิ้วกดถูกบริเวณที่บาดเจ็บจะรู้สึกเจ็บ และในรายที่เป็นรุนแรงอาจมีอาการข้อหลวม

อาการจะรุนแรงมากน้อยขึ้นกับระดับความรุนแรง ซึ่งแบ่งได้เป็น 3 ระดับ ได้แก่

ระดับที่ 1 รุนแรงเล็กน้อย เอ็นกระดูก (ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อเส้นใยหรือ fibrous tissue) มีการยืดออกมากเกินปกติ เกิดความเสียหายเล็กน้อย ข้อที่บาดเจ็บมีอาการปวดเล็กน้อย กดถูกเจ็บเล็กน้อย อาจบวมเล็กน้อยหรือไม่บวมเลย ผู้ป่วยยังสามารถขยับข้อหรือใช้งานข้อได้เป็นปกติ

ระดับที่ 2 รุนแรงปานกลาง เอ็นกระดูกมีการฉีกขาดเพียงบางส่วน (ส่วนใหญ่มักฉีกออกไม่ถึงครึ่งหนึ่งของเส้นใย) ข้อที่บาดเจ็บมีอาการปวดและบวมค่อนข้างมาก กดถูกเจ็บ ขยับข้อหรือใช้งานข้อได้ค่อนข้างลำบาก

ระดับที่ 3 รุนแรงมาก เอ็นกระดูกมีการฉีกขาดตลอดทั้งเส้น หรือหลุดออกจากกระดูกที่เคยยึดข้อไว้ ข้อที่บาดเจ็บมีอาการปวดและบวมมาก ไม่สามารถขยับข้อหรือใช้งานข้อได้

สำหรับข้อเท้าแพลง ถ้ารุนแรงเล็กน้อย จะมีอาการปวดเล็กน้อยเวลาเคลื่อนไหว หรือกดถูกเจ็บที่บริเวณข้อเท้าที่แพลง ไม่มีอาการบวมหรือบวมเพียงเล็กน้อย สามารถลงน้ำหนักเท้าได้ เดินได้ปกติ

ถ้ารุนแรงปานกลาง จะมีอาการบวมและฟกช้ำร่วมด้วย ลงน้ำหนักเท้าไม่ค่อยได้ เพราะจะรู้สึกปวดทำให้เดินลำบาก

ถ้ารุนแรงมาก จะมีอาการปวด บวม และฟกช้ำมาก ไม่สามารถเคลื่อนไหวหรือลงน้ำหนักเท้าได้ เพราะจะปวดมากทำให้เดินไม่ได้

ข้อเท้าแพลงส่วนใหญ่จะพบอาการผิดปกติ (ปวด บวม) เฉพาะที่ตาตุ่มด้านนอก (ด้านนิ้วก้อย) แต่ถ้าพบความผิดปกติ (ปวด บวม) ที่ตาตุ่มทั้งด้านนอกและด้านใน (ด้านนิ้วโป้ง) มักเป็นภาวะที่รุนแรง

ภาวะแทรกซ้อน

ในรายที่เป็นรุนแรง จะไม่สามารถขยับข้อหรือใช้งานข้อได้ เคลื่อนไหวลำบาก หรือเดินลำบาก ต้องพักการใช้งานนานเป็นสัปดาห์ ๆ ถึงเป็นเดือน ๆ

ถ้าปล่อยไว้ไม่รักษา หรือได้รับการรักษาที่ไม่ถูกต้องตั้งแต่แรก อาจทำให้ข้อมีอาการปวดเรื้อรัง หรือบวมเรื้อรัง เอ็นกระดูกข้อต่อไม่แข็งแรงอย่างเรื้อรัง เสี่ยงต่อการเกิดข้อแพลงกำเริบซ้ำซาก และข้ออักเสบ

การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยจากอาการ ประวัติการเจ็บป่วย และการตรวจร่างกายเป็นหลัก

ตรวจพบข้อมีลักษณะบวม กดถูกเจ็บ อาจพบว่าข้อที่บวมมีลักษณะแดง คลำดูอาจรู้สึกว่าร้อนกว่าปกติ อาจพบรอยเขียวคล้ำหรือฟกช้ำเนื่องจากหลอดเลือดฝอยแตกมีเลือดออก

ในรายที่รุนแรงอาจตรวจพบว่าข้อหลวม

การรักษาโดยแพทย์

แพทย์จะให้การดูแลรักษา ดังนี้

1. ทำการรักษาและให้คำแนะนำผู้ป่วยในการปฏิบัติตัว เพื่อลดอาการปวดและบวม ได้แก่

    ประคบด้วยความเย็นทันทีหลังได้รับบาดเจ็บ เพื่อลดอาการปวดและบวม โดยการใช้น้ำแข็งใส่ถุงพลาสติก หรือเจลประคบเย็น (ซึ่งทั้ง 2 อย่างนี้ควรใช้ผ้าห่อป้องกันผิวหนังได้รับอันตรายจากความเย็น) หรือผ้าชุบน้ำเย็นประคบ หรือแช่ข้อที่บาดเจ็บ (เช่น ข้อเท้าที่แพลง) ในภาชนะบรรจุน้ำเย็น หรือน้ำก๊อกใส่น้ำแข็ง นานครั้งละ 15-20 นาที (อย่าใช้เวลาสั้นกว่านี้อาจไม่ได้ผล หรือนานกว่านี้อาจทำให้ผิวหนังได้รับอันตรายจากความเย็น) ควรทำการประคบซ้ำ ๆ ทุก 2-3 ชั่วโมง ตลอดทั้งวันตั้งแต่ตื่นเช้าจนกระทั่งเข้านอนตอนกลางคืน ทำอย่างต่อเนื่องในระยะ 48-72 ชั่วโมงแรกหลังบาดเจ็บ (ในระยะนี้ไม่ควรประคบด้วยความร้อน อาจทำให้บวมมากขึ้น)
    ใช้ผ้าพันแผลชนิดยืด (elastic bandage) พันรอบข้อที่บาดเจ็บเพื่อลดบวม โดยเริ่มพันจากส่วนปลาย (ส่วนที่อยู่ใต้ข้อ หรือที่ไกลจากหัวใจมากที่สุด) ขึ้นมา ระวังอย่าให้รัดแน่นจนเลือดไปเลี้ยงปลายมือหรือปลายเท้าไม่ได้ ควรคลายผ้าให้หลวมหากพบว่ามีอาการปวดมากขึ้น หรือมีอาการบวมหรือชาบริเวณที่อยู่ข้างใต้ที่พันผ้า ควรพันนาน 2-3 วัน หรือจนกว่าจะยุบบวม อาจถอดผ้าพันออกในช่วงเข้านอนตอนกลางคืน แต่ควรใช้หมอนหนุนยกส่วนที่บาดเจ็บให้สูงกว่าระดับหัวใจ
    ยกข้อที่แพลงให้สูงกว่าระดับหัวใจ เช่น
    - ข้อเท้าแพลง/ข้อเข่าแพลง เวลานอนก็ใช้หมอนรองเท้าให้สูง หรือเวลานั่ง ควรยกข้อเท้าวางบนเก้าอี้อีกตัวหนึ่ง (ระวังอย่านั่งห้อยเท้า อาจทำให้บวมมากขึ้นได้)
    - ข้อมือแพลง/ข้อนิ้วมือแพลง ควรยกข้อมือ/ข้อนิ้วมือให้อยู่สูงกว่าระดับหัวใจโดยใช้ผ้าคล้องคอ และอย่าใช้ข้อมือข้างนั้นทำงาน (เช่น ยกของ ซักผ้า)
    ควรพักข้อที่แพลงให้มากที่สุด จนกว่าอาการปวดจะทุเลา ซึ่งอาจกินเวลาประมาณ 2-3 วัน เมื่ออาการทุเลาแล้วก็ค่อย ๆ เคลื่อนไหว และบริหารข้อนั้นให้คืนสู่สภาพปกติ

สำหรับข้อเท้าแพลง/ข้อเข่าแพลง พยายามเดินให้น้อยที่สุด และเวลาเดินอาจใช้ไม้ค้ำยันช่วยให้ไม่ต้องลงน้ำหนักเท้าข้างที่บาดเจ็บ

    ถ้าปวด ให้กินยาแก้ปวด พาราเซตามอล หรือยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (เช่น ไอบูโพรเฟน ไดโคลฟีแนก ไพร็อกซิแคม นาโพรเซน)

2. ถ้ามีอาการปวดหรือบวมมากขึ้น หรืออาการไม่ทุเลาใน 2-3 วัน หรือสงสัยเป็นข้อแพลงที่รุนแรง หรือกระดูกแตกร้าวหรือหัก ก็จะทำการเอกซเรย์เพื่อตรวจดูว่ากระดูกมีความผิดปกติหรือไม่ เพราะบางครั้งอาจแยกอาการข้อแพลงออกจากอาการกระดูกแตกร้าวหรือหักได้ยาก

บางรายแพทย์อาจทำการตรวจเพิ่มเติม ด้วยการถ่ายภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรืออัลตราซาวนด์ เพื่อตรวจดูความรุนแรงของโรค

สำหรับข้อเท้าแพลงรุนแรง อาจต้องใส่เฝือกดามข้อเท้า หรือใส่รองเท้าช่วยเดิน (walking boot) จนกว่าอาการจะดีขึ้นและกลับมาเดินได้เป็นปกติ

สำหรับผู้ที่มีข้อแพลงที่รุนแรงมาก หรือรักษาโดยวิธีอื่นไม่ได้ผล ซึ่งพบได้เป็นส่วนน้อยอาจต้องแก้ไขด้วยการผ่าตัด

ในรายที่เป็นรุนแรงและใช้เวลาในการรักษาอยู่นาน แพทย์จะให้ทำกายภาพบำบัด ฝึกบริหารกล้ามเนื้อให้ฟื้นคืนความแข็งแรงจนใช้งานได้เป็นปกติและป้องกันไม่ให้กำเริบซ้ำ

ผลการรักษา รายที่มีอาการเล็กน้อยมักหายได้ภายใน 2 สัปดาห์ (ไม่เกิน 4 สัปดาห์) รายที่มีอาการปานกลางมักใช้เวลารักษานาน 4-6 สัปดาห์ รายที่มีอาการรุนแรงมักใช้เวลารักษานาน 6-12 สัปดาห์

การดูแลตนเอง

1. ถ้ามีอาการปวดและบวมเล็กน้อย ขยับข้อได้ เดินได้เป็นปกติ ควรดูแลตนเองตามแนวทางการรักษาโดยแพทย์ดังกล่าว ได้แก่

    ประคบด้วยน้ำแข็งหรือน้ำเย็นทันที และทำบ่อย ๆ ทุก 2-3 ชั่วโมง ตลอดตั้งแต่ตื่นจนเข้านอน ในระยะ 48-72 ชั่วโมงแรก (ไม่ควรประคบด้วยความร้อน)
    ใช้ผ้าพันแผลชนิดยืด (elastic bandage) พันพอแน่น (อย่าให้แน่นเกินไป)
    ยกข้อที่แพลงให้สูงกว่าระดับหัวใจ
    พักการใช้ข้อจนกว่าอาการปวดจะทุเลา

สำหรับข้อเท้าแพลง พยายามเดินให้น้อยที่สุด และเวลาเดินอาจใช้ไม้ค้ำยันช่วยให้ไม่ต้องลงน้ำหนักเท้าข้างที่บาดเจ็บ

    ถ้าปวด กินยาแก้ปวด พาราเซตามอล* หรือยาที่แพทย์แนะนำ

ควรไปพบแพทย์ ถ้ามีลักษณะข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้

    มีอาการปวดมากที่บริเวณข้อที่บาดเจ็บ
    มีอาการบวมมาก หรือบวมที่ตาตุ่มทั้งด้านนอกและด้านใน
    ขยับข้อหรือเคลื่อนไหวข้อลำบาก เพราะขยับแล้วทำให้ปวด
    ลงน้ำหนักเท้าไม่ได้ หรือเดินไม่ได้
    ข้อมีลักษณะผิดรูป หรือสงสัยกระดูกแตกร้าวหรือหัก
    ดูแลตนเอง 2-3 วันแล้วไม่ทุเลา
    มีความวิตกกังวล หรือไม่มั่นใจที่จะดูแลตนเอง

2. ถ้าไปพบแพทย์ตรวจรักษา ควรดูแลรักษาและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ ไปพบแพทย์ตามนัดจนกว่าจะหายเป็นปกติ

ควรไปพบแพทย์ก่อนนัด ถ้ามีอาการปวดหรือบวมมากขึ้น ขยับข้อได้ลำบากมากขึ้น หรือมีอาการที่สงสัยว่าเป็นผลข้างเคียงจากการรักษา เช่น เฝือกที่ใส่รัดแน่นเกิน แผลที่ผ่าตัดติดเชื้อหรือมีเลือดออก มีอาการแพ้ยา เป็นต้น

*เพื่อความปลอดภัย ควรขอคำแนะนำวิธีและขนาดยาที่ใช้  ผลข้างเคียงของยา และข้อควรระวังในการใช้ยา จากแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยาเสมอ โดยเฉพาะการใช้ยาในเด็ก สตรีที่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัวหรือมีการใช้ยาบางชนิดที่แพทย์สั่งใช้อยู่เป็นประจำ

การป้องกัน

หลักใหญ่ คือ ระมัดระวังไม่ให้เกิดอุบัติเหตุในการเล่นกีฬา การออกกำลังกาย และการทำกิจวัตรประจำวัน ดังนี้

    หมั่นออกกำลังกายและบริหารกล้ามเนื้อและเอ็นเป็นประจำ เพื่อให้กล้ามเนื้อและเอ็นมีความแข็งแรงและยืดหยุ่น
    ก่อนการออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาทุกครั้ง ควรอบอุ่นร่างกาย ยืดเส้นยืดสาย
    สวมใส่รองเท้าที่พอดีกับเท้า (ไม่คับหรือหลวมจนเกินไป) และเลือกให้ถูกกับกิจกรรมหรือกีฬาแต่ละอย่าง ควรเปลี่ยนรองเท้าคู่ใหม่หากส้นสึกชำรุด และหลีกเลี่ยงการใส่รองเท้าส้นสูง หรือถ้าจำเป็นควรมีความระมัดระวังตัวให้มาก
    ในการเล่นกีฬาหรือทำกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดการบาดเจ็บของข้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เคยมีอาการข้อแพลงมาก่อน ควรสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันข้อไว้
    หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมที่ใช้แรงมากเกินจนทำให้กล้ามเนื้ออ่อนล้า และหากทำกิจกกรรมจนเริ่มรู้สึกเหนื่อยล้า ควรหยุดพัก
    ลดน้ำหนักถ้ามีภาวะน้ำหนักเกิน
    หลีกเลี่ยงหรือระมัดระวังการเดินหรือวิ่งในที่มืด หรือบนพื้นผิวที่ขรุขระ เปียก หรือลื่น
    ระมัดระวังในการขึ้นลงบันไดหรือพื้นต่างระดับ ควรจับราวบันไดหรือที่เกาะ และไม่ควรพูดคุยหรือทำอะไรที่ทำให้เผอเรอระหว่างที่ก้าวขึ้นลงบันได

ข้อแนะนำ

1. ข้อเคล็ดข้อแพลงที่มีอาการรุนแรงเล็กน้อยและขยับข้อหรือเดินได้ปกติ สามารถดูแลรักษาตนเองตามแนวทางที่แพทย์แนะนำได้ อาการมักจะดีขึ้นใน 2-3 วัน และหายขาดภายใน 2-4 สัปดาห์ ถ้าอาการไม่ทุเลาใน 2-3 วัน ควรไปพบแพทย์

2. หลังได้รับบาดเจ็บควรพักข้อ และประคบด้วยความเย็นทันที เพราะจะช่วยให้หลอดเลือดหดตัว ลดอาการปวดและบวม ควรประคบทุก 2-3 ชั่วโมง (ครั้งละ 15-20 นาที) ทำต่อเนื่องในระยะ 48-72 ชั่วโมงแรกหลังบาดเจ็บ ห้ามประคบด้วยความร้อน (น้ำอุ่นจัด ๆ หรือเจลประคบร้อน) หรือทาน้ำมันมวยหรือยาทาที่ออกร้อน เพราะจะทำให้หลอดเลือดขยาย เกิดอาการบวมมากขึ้นได้ และห้ามทำการนวด (ด้วยมือหรือใช้ยาทานวดใด ๆ) เพราะอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บและบวมมากขึ้นได้

การประคบด้วยความร้อน แพทย์อาจจะแนะนำให้ทำในผู้ป่วยที่มีอาการปวดเรื้อรังและหายบวมแล้วเท่านั้น

3. ในรายที่มีความรุนแรง ซึ่งขยับข้อหรือเดินไม่ได้หรือลำบากเป็นเวลาหลายวัน หลังจากแพทย์ให้การรักษาจนอาการปวดและบวมหายดีแล้ว แพทย์จำเป็นต้องทำการฟื้นฟูร่างกายผู้ป่วย โดยการทำกายภาพบำบัด ฝึกการออกกำลังเคลื่อนไหวร่างกาย การบริหารบริเวณข้อเท้า (เพื่อให้กล้ามเนื้อและเอ็นแข็งแรงและมีความยืดหยุ่น) และฝึกการทรงตัวให้กลับมาเป็นปกติ ผู้ป่วยจำเป็นต้องมีความอดทนฝึกอย่างจริงจัง เช่น อาจเกิดข้อแพลงเรื้อรังและภาวะแทรกซ้อนตามมาได้   

4. ผู้ป่วยที่เป็นข้อเท้าแพลง หลังจากให้การรักษาเบื้องต้นจนทุเลาขึ้นแล้ว และระหว่างรอเวลาฟื้นตัวสู่ปกติ อาจมีอาการปวดเวลาเดินหรือเคลื่อนไหวข้อ แพทย์จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ช่วย โดยอาจใช้ผ้ายืดพันหรือใช้ไม้ค้ำยันช่วยให้ไม่ต้องลงน้ำหนักเท้าข้างที่บาดเจ็บขณะเดิน หรือใช้อุปกรณ์แบบสวมพยุงข้อเท้า (ankle support brace) ช่วยพยุงข้อขณะเคลื่อนไหว ในรายที่เป็นรุนแรง อาจต้องใส่เฝือกดามข้อเท้า หรือใส่รองเท้าช่วยเดิน (walking boot) จนกว่าจะกลับมาเดินได้เป็นปกติ

4
จัดฟันบางนา: ข้อดี ของเทคโนโลยีล้ำสมัย CT Scan ในการ ฝังรากฟันเทียม !

การฝังรากฟันเทียม ในปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีต่างๆเข้ามาช่วยในการรักษา รวมไปถึงการทำการทันตกรรมแบบอื่น ที่นำนวัตกรรมใหม่ๆมาใช้ในการวางแผนการรักษา หรือใช้ในการรักษาสุขภาพฟัน นับได้ว่าการทันตกรรมในสมัยนี้มีความก้าวหน้าไปมาก และมีข้อผิดพลาดที่น้อยลงตามไปด้วย อย่างเช่น การรักษาด้วยการผ่าตัดฝังรากฟันเทียม ก็มีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วย จนเป็นทียอมรับและเป็นที่นิยมจากคนทั่วโลก ให้เป็นการทันตกรรมที่สามารถทดแทนฟันธรรมชาติที่สูญเสียไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับการฝังรากฟันเทียม ได้นำเทคโนโลยี CT Scan เข้ามาใช้ในการรักษา ดดยใช้กำหนดตำแหน่งที่จะทำการฝังรากฟันเทียม ที่แม่นยำมากขึ้น

โดยจะพิจารณาถึงกระดูกขากรรไกรที่ใช้รองรับรากฟันเทียม โดยทำการ x-ray ตรวจดูความหนาแน่นของกระดูกขากรรไกรว่ามีความแข็งแรงและมีความพร้อมทื่จะทำการฝังรากฟันเทียมได้หรือไม่ โดยการ x-ray ด้วยระบ CT Scan นี้มีความละเอียดสูง ทันตแพทย์สามารถวางแผนการรักษาได้อย่างแม่นยำ ทั้งยังสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้แก่ผู้เข้ารับการรักษาอีกด้วย ถือเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัย ที่ทำให้เกิดอัตราความสำเร็จในการรักษาด้วยการฝังรากฟันเทียมมากกว่าการฝังรากฟันเทียมด้วยมือเปล่า ที่อาจจะทำให้เกิดข้อผิดพลาด หรือทำให้ฝังรากฟันเทียมในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม แต่เทคโนโลยี CT Scan สามารถขจัดปัญหาดังกล่าวออกไปได้

สำหรับข้อดีของเทคโนโลยี CT Scan ที่นำมาใช้ในการฝังรากฟันเทียม สามารถทำให้มองเห็นภาพ 3 มิติ ตำแหน่งการวางรากฟันเทียมได้ทั้งหมด ดูการเชื่อมต่อของกระดูกขากรรไกรและรากฟันเทียมได้ ทำให้เกิดความชัดเจนในกระบวนการการักษา มีความแม่นยำในการกำหนดตำแหน่งของการฝังรากฟันเทียม และสามารถทำการรักษาผ่าตัดได้โดยไม่ต้องเปิดเหงือกของผู้เข้ารับการรักษา ซึ่งจะทำให้เกิดการบาดเจ็บที่น้อยลง ทั้งยังสามารถให้รายละเอียดในเรื่องของกระดูกที่ใช้รองรับรากฟันได้อีกด้วย จึงเป็นการสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้แก่ผู้เข้ารับการรักษาว่าการฝังรากฟันเทียมจะมีประสิทธิภาพนั่นเอง

5
“สร้างเงินแสนจากครัวที่บ้าน” สไตล์ครูแมกซ์

จุดเริ่มต้นเพียงแค่ไม่มีใจรักการเป็นลูกน้อง และไม่ชอบการทำงานในองค์กร บวกกับมีความตั้งใจที่ว่า อยากฝึกทักษะการทำอาหารไว้ทำให้คุณพ่อคุณแม่ทานตอนท่านแก่
พร้อมกับคำพูดของคุณแม่ที่ชอบบอกว่า “การขายของมันได้จับเงินทุกวัน” นั่นคือจุดตัดสินใจ

ครูแมกซ์
จุดเริ่มต้นง่ายๆก็เริ่มจากการเรียนรู้จากคุณแม่ของครูแมกซ์เอง ท่านเป็นคนทำอาหารไทยอร่อย และเคยเปิดร้านอาหารมาก่อนตอนครูแมกซ์เด็กๆ
โดยใช้การถาม สังเกตอย่างละเอียด และฝึกชิมรสชาติของอาหารที่แท้จริง (เพราะคุณแม่ไม่เคยชั่งตวงวัดแม่บอกชิมให้เป็นไม่ต้องมาถามสูตร555)
ร่วมกับการเรียนรู้ผ่านสื่อออนไลน์ เช่น ยูทูป ดูทุกวันตลอดระยะเวลา 8-10ปี พร้อมกับการซื้อวัตถุดิบมาลงมือทำจริง ชิมจริง ทำให้คคุณแม่ทานจริง

ครูแมกซ์
จนถึงจุดที่มั่นใจแล้วว่า…จะทำอาหารเพื่อสร้างรายได้เริ่มง่ายๆจากครัวที่บ้าน
จากประสบการณ์ตลอดระยะเวลา15ปี ที่ครูแมกซ์มีรายได้จากอาหาร ไม่ว่าจะเป็นการยืนขายสลัดริมถนนหน้าตึกชาญอิสะ2 เปิดรับออเดอร์ลุกค้าในหมู่บ้าน การพรีออเดอร์ผ่านทางโซเชียลมีเดีย หรือแม้กระทั่งการออกบูทตามห้างดังต่างๆ

ทั้งหมดนี้ผ่านการทำจริง ได้ผลลัพธ์จริงมาทั้งหมดแล้วด้วยตัวครูแมกซ์เองคนเดียว (แบบไม่เลือกการมีลูกน้อง)

จึงมั่นใจมากว่าจากประสบการณ์ทั้งหมดที่ครูแมกซ์สั่งสมมาตลอดจนถึงวันนี้

ไข่เจียว
ครูแมกซ์ได้พิสูจน์แล้วว่า…การสร้างเงินแสนจากครัวที่บ้าน “มันทำได้จริง”
ครูแมกซ์ก็พร้อมที่จะถ่ายทอดทุกสูตรลัด แบไต๋ทุกเคล็ดลับให้คุณแบบหมดเปลือก!!  !!ความตั้งใจนั้นมันก็ได้เกิด”ผลลัพธ์”กับลูกศิษย์ครูแมกซ์เรียบร้อยแล้ว

📌น้องมิ้นท์ นักเรียนคอร์สไพรเวทจับมือทำรอบสด
ลาออกจากงานประจำเพื่อมาเปิดร้านขายอาหาร หลังจากเรียนกับครูแมกซ์ไปเพียงแค่3วัน น้องได้จับเงินบาทแรกจากอาหารทันที!!
โดยเปิดรับพรีออเดอร์จากอาพาร์ทเมนต์ (โดยมีครูแมกซ์เป็นที่ปรึกษาตลอด1เดือนเต็ม) เริ่มจากเมนูง่ายๆที่ครูแมกซ์เลือกให้เป็นเมนูประจำร้าน คือ “เมนูไข่ฟูหมูฉ่ำนัว”

‼️ล่าสุดเพียงแค่ 2เดือน ยอดขายเดือนกุมภาพันธ์ 68
สรุปได้ยอดขาย 60,000 บาท (ทำด้วยตัวคนเดียว)

📌น้องเติ๊ด นักเรียนคอร์สออนไลน์
เป็นพนักงานประจำหัวหน้าแผนกHR อยากหาอาชีพเสริมเพื่อวางแผนลาออกจากงานประจำ หลังจากเรียนคอร์สครูแมกซ์ภายใน 7 วัน น้องได้จับเงินบาทแรกจากอาหารทันที!!
โดยเปิดรับออเดอร์ที่คอนโด เริ่มจากเมนูง่ายๆที่เรียนจากคอร์สสูตรกะเพรา กับ คอร์ส10เมนูไข่ทำง่ายรายได้ปัง เมนูประจำร้าน คือ “เมนูข้าวไข่เจียว ไข่ข้น”
‼️ล่าสุดเพียงแค่ 2เดือน ยอดขายได้มากกว่าเงินเดือนประจำเป็นที่เรียนร้อยแล้ว พร้อมกับยื่นใบลาออก (แต่นายยังไม่อนุมัติ)


สนใจติดต่อสอบถามข้อมูล
ไลน์ ID  :  @krumax
Page FB : https://web.facebook.com/profile.php?id=61569480015186
เว็บไซด์ : https://krumax.net/krumaxcourse/
เบอร์โทร : 081-413-4479


6
รถรับจ้างนนทบุรี ขนส่งของ ย้ายที่อยู่ เลือกจ้างได้ เฉพาะ รถ พร้อมคนยก คุณเลือกเองได้เลย

สำหรับการขนย้ายแล้ว ไม่ว่าจะเป็น ย้ายบ้าน เครื่องใช้ หรือเฟอร์นิเจอร์ แน่นอนว่ากระบวนการต่างๆ จะไม่สามารถดำเนินการได้ด้วยตัวคนเดียว เนื่องจากสิ่งของที่ต้องย้ายบางอย่างอาจมีขนาดใหญ่และหนัก รวมถึงการขนย้ายบางประเภทอาจต้องใช้ทักษะเฉพาะในการยกและจัดเรียงเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย ในการขนย้ายจึงจำเป็นต้องมีผู้ช่วยในการขนย้าย เช่น คนยกของ รถขนย้าย และอุปกรณ์ช่วยยกที่เหมาะสม เพื่อให้กระบวนการขนย้ายเป็นไปอย่างรวดเร็วและปลอดภัย นอกจากนี้ ผู้ช่วยยังสามารถช่วยในการวางแผนการขนย้าย ตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ช่วยให้การขนย้ายเสร็จสิ้นได้โดยไม่มีปัญหา แล้วรวดเร็วค่ะ

   
รถรับจ้างขนของนนทบุรี

รถรับจ้างขนของนนทบุรี เป็นตัวช่วยที่คุณสามารถเลือกใช้บริการตามความต้องการเฉพาะของคุณ คุณสามารถตัดสินใจเลือกบริการที่ตรงกับความต้องการของคุณได้อย่างสะดวกสบาย เช่น หากคุณต้องการคนยกของที่มีความชำนาญในการขนย้าย ก็สามารถเลือกบริการที่มีทีมงานช่วยยกของและจัดการขนย้ายให้พร้อมทั้งรถขนของ ในทางกลับกัน หากคุณแค่ต้องการรถเพื่อขนของเองและมีคนยกของแล้ว ก็สามารถเลือกเพียงแค่บริการรถขนของแบบเช่าเหมาคัน หรือแบบไป-กลับตามความเหมาะสม ซึ่งช่วยให้คุณประหยัดค่าใช้จ่ายและมีความสะดวกในการจัดการขนย้ายได้ตามที่ต้องการ ทั้งนี้ บริการรถรับจ้างขนของนนทบุรี สามารถปรับให้เหมาะกับทุกสถานการณ์และความต้องการของลูกค้าได้อย่างเต็มที่ค่ะ

   
รถรับจ้างขนของนนทบุรี พร้อมคนยก

เพื่อความสะดวกและปลอดภัย การใช้บริการ รถรับจ้างขนของนนทบุรี พร้อมคนยก จะช่วยลดความยุ่งยากในการดำเนินการด้วยตัวเองได้เป็นอย่างมาก สะดวกสบายตั้งแต่การขนของขึ้น-ลงรถ ไปจนถึงปลายทางได้อย่างปลอดภัย โดยทีมคนยกที่มีประสบการณ์สามารถช่วยยกของที่มีน้ำหนักมากหรือขนาดใหญ่ได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงที่อาจเกิดกับสิ่งของหรือผู้ขนย้าย นอกจากนี้ ทีมงานยังมีความรู้ในการจัดเรียงสิ่งของภายในรถอย่างเป็นระเบียบ เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการเดินทางได้ค่ะ อีกทั้ง การใช้บริการที่ครบวงจรแบบนี้ยังช่วยให้คุณไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการจัดการทุกขั้นตอนด้วยตัวเอง คุณเพียงแค่แจ้งรายละเอียดสิ่งของที่จะขนย้ายและจุดหมายปลายทาง จากนั้นทีมงานมืออาชีพจะดูแลทุกอย่างให้เป็นไปอย่างราบรื่น ทำให้ประหยัดเวลาในกระบวนการขนย้ายทั้งหมดค่ะ

   
รถรับจ้างขนของนนทบุรี

สำหรับใครที่ต้องการใช้บริการรถรับจ้าง และกำลังมองหา บริการที่สะดวกสบาย รถรับจ้างขนของนนทบุรี คือคำตอบสำหรับคุณแน่นอน ด้วยบริการที่ครบวงจรและการดูแลที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด ลูกค้าสามารถมั่นใจได้ว่าจะได้รับความสะดวกสบายและความปลอดภัยในทุกขั้นตอนของการขนย้าย มีบริการที่ครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นการขนย้ายบ้าน ย้ายคอนโด ย้ายร้าน หรือแม้กระทั่งการขนส่งสินค้า บริการขนย้ายทั่วไป นอกจากนี้ยังมีทีมงานที่มีประสบการณ์สูงพร้อมช่วยยกของและจัดการของต่างๆ เพื่อป้องกันความเสียหายระหว่างการเดินทาง คุณสามารถเลือกบริการได้ตามความต้องการ เช่น ต้องการรถพร้อมคนยก หรือแค่ต้องการรถสำหรับขนส่งเพียงอย่างเดียว

นอกจากนี้ขนส่ง ยังให้ความสำคัญกับความตรงต่อเวลาและการให้บริการที่เป็นมิตร ทำให้ลูกค้ารู้สึกมั่นใจ สบายใจ เมื่อใช้บริการ อีกทั้งยังมีราคาที่คุ้มค่าและโปร่งใส ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะมีความต้องการแบบไหนในการขนย้ายขนส่ง พร้อมเป็นคำตอบที่สมบูรณ์แบบสำหรับคุณแน่นอนค่ะ

   
รถรับจ้างขนของนนทบุรี ใกล้ฉัน

สำหรับผู้ที่ยังไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นติดต่อ บริการรถรับจ้างนนทบุรี อย่างไร หรือกำลังมองหา รถรับจ้างขนของนนทบุรี ใกล้ฉัน ขอบอกว่ากระบวนการติดต่อและการใช้บริการนั้นง่ายและสะดวกมาก โดยสามารถดำเนินการได้เพียงไม่กี่ขั้นตอน ดังนี้


1. ค้นหาบริการใกล้คุณ

คุณสามารถค้นหาผ่านแอปพลิเคชัน หรือค้นหาออนไลน์ด้วยคำว่า "รถรับจ้างขนของนนทบุรี ใกล้ฉัน" เพื่อดูรายชื่อผู้ให้บริการที่อยู่ในพื้นที่ของคุณ เลือกผู้ให้บริการที่มีรีวิวดีและน่าเชื่อถือ


2. ติดต่อเพื่อสอบถามรายละเอียด

เมื่อเลือกผู้ให้บริการได้แล้ว ให้ติดต่อผ่านช่องทางที่สะดวก เช่น โทรศัพท์ ไลน์ หรือแชตในเว็บไซต์ แจ้งข้อมูลที่จำเป็น เช่น

-->  ประเภทของสิ่งของที่ต้องการขนย้าย

-->  จุดรับและจุดส่ง

-->  วันที่และเวลาที่ต้องการใช้บริการ

-->  ต้องการรถประเภทใด เช่น รถกระบะ รถ 6 ล้อ หรือ 10 ล้อ

-->  ต้องการคนช่วยยกของหรือไม่


3. ขอใบเสนอราคา

หลังจากแจ้งรายละเอียด ผู้ให้บริการจะแจ้งค่าใช้จ่ายให้คุณทราบ หากพอใจกับราคาสามารถยืนยันการจองได้ทันที หรือสอบถามเพิ่มเติมหากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับบริการ


4. เตรียมพร้อมสำหรับการขนย้าย

ในวันที่นัดหมาย ทีมงานจะมาถึงตามเวลาที่กำหนด คุณควรตรวจสอบสิ่งของให้เรียบร้อย และแจ้งรายละเอียดเพิ่มเติมหากมีความพิเศษ เช่น ของที่เปราะบางหรือขนาดใหญ่


5. ตรวจสอบความเรียบร้อยหลังการขนย้าย

เมื่อการขนย้ายเสร็จสิ้น ตรวจสอบว่าของทุกชิ้นอยู่ในสภาพสมบูรณ์และไม่มีอะไรตกหล่น หากพอใจกับบริการแล้ว คุณสามารถให้รีวิวเพื่อช่วยผู้ให้บริการได้รับความไว้วางใจจากลูกค้ารายอื่นๆ

ด้วยขั้นตอนที่ง่ายและสะดวกนี้ คุณจึงสามารถเลือกและใช้บริการ รถรับจ้างขนของนนทบุรี ที่ตอบโจทย์ความต้องการของคุณได้อย่างรวดเร็วและไร้กังวลค่ะ

7
ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเสียงดัง
ในโรงงานอุตสาหกรรม
โรงงานหรือสถานประกอบกิจการที่มีปัญหาด้านเสียงเกินค่ามาตรฐาน อาจสร้างผลกระทบทั้งด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงานต่อพนักงานในโรงงานเอง หรืออาจก่อให้เกิดมลพิษทางเสียงต่อชุมชนและสภาพแวดล้อมที่อยู่ด้านนอกโรงงาน หากเจ้าของแหล่งกำเนิดเสียงหรือผู้เกี่ยวข้องปล่อยปละละเลย ไม่จัดทำโครงการควบคุมเสียงหรือแก้ไขปัญหาดังกล่าวไม่สำเร็จ จะทำให้มีผลกระทบตามมา เช่น
•   เป็นผู้กระทำผิดกฎหมายด้านเสียง มีทั้งโทษปรับและจำคุก
•   ลูกจ้างอาจเกิดภาวะสูญเสียการได้ยินแบบชั่วคราวหรือแบบถาวร
•   ประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานลดลงจากเสียงเกินค่ามาตรฐาน
•   ถูกร้องเรียนจากชุมชนหรือผู้ได้รับผลกระทบทางเสียงที่อยู่นอกโรงงาน
•   โรงงานหรือสถานประกอบกิจการอาจถูกสั่งปิดปรับปรุง จนกว่าจะแก้ไขแล้วเสร็จ

ทำไมต้องใช้บริการจาก
“NEWTECH INSULATION” ในการควบคุมเสียง?
ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปี ในการควบคุมเสียงอุตสาหกรรม เรามีความพร้อมทั้งด้านบุคลากรเฉพาะทางที่มีความรู้ด้านเสียงและความสั่นสะเทือน เครื่องมืออันทันสมัยที่ได้มาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด รวมถึงประสบการณ์ด้านการแก้ไขปัญหาเสียงอุตสาหกรรมที่มีทั้งในและต่างประเทศ ผู้ใช้บริการจึงมั่นใจได้ว่าปัญหาด้านเสียงในโรงงานหรือสถานประกอบกิจการจะได้รับการแก้ไขได้อย่างตรงจุด ด้วยค่าใช้จ่ายที่น้อยที่สุด เพราะเราเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการควบคุมเสียงในอุตสาหกรรม
– บริษัทฯ ขึ้นทะเบียนและได้รับใบอนุญาตเป็นนิติบุคคลผู้ให้บริการตรวจวัดและวิเคราะห์สภาวะการทำงานเกี่ยวกับระดับเสียง โดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
– บุคลากรของบริษัทฯ ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ควบคุมมลพิษเสียงและความสั่นสะเทือน จากสภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
– มีทีมงานที่มากประสบการณ์และความรู้ ได้แก่ วิศวกร นักสิ่งแวดล้อมอุตสาหกรรม เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน ช่างเทคนิค รวมไปถึงช่างประกอบและติดตั้งระบบควบคุมเสียง
– มีเครื่องมือที่ได้มาตรฐานไว้ให้บริการทั้งด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์
– มีสินค้าสำหรับควบคุมเสียงและความสั่นสะเทือนให้เลือกหลากหลายรูปแบบ เช่น ผนังกันเสียง ห้องเก็บเสียง ม่านกันเสียง ตู้ครอบลดเสียง แจ็คเก็ตลดเสียง ไซเลนเซอร์ อคูสติคลูเวอร์ อุปกรณ์แยกความสั่นสะเทือน เป็นต้น
– มีการประเมินหรือทำตัวแบบจำลองระดับเสียง ก่อน-หลัง ปรับปรุงให้ลูกค้าใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจ ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลาในการแก้ปัญหาด้านเสียง
– รับประกันระดับเสียงที่ลดลง อยู่ในเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
– รับประกันคุณภาพสินค้าและฝีมือการติดตั้งทุกงาน

บริษัท นิวเทค อินซูเลชั่น จำกัด
ผู้เชี่ยวชาญด้านการควบคุมเสียงในโรงงานอุตสาหกรรม
จากประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาด้านเสียงมายาวนาน ไม่ว่าจะเป็นเสียงทางอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน และเสียงทางสิ่งแวดล้อม
ทางบริษัทฯ ยินดีให้คำแนะนำที่ทำได้จริงสำหรับการแก้ปัญหาด้านมลภาวะทางเสียงที่เกิดขึ้น เพื่อให้ทั้งโรงงาน พนักงาน หรือชุมชนโดยรอบอยู่ร่วมกันได้
“เพราะเรา…เข้าใจเรื่องเสียง”

สนใจสั่งซื้อ
เบอร์โทร:  02-583-8035 , 02-583-8034, 098-995-4650
E-mail: contact@newtechinsulation.com
Line ID: @newtechinsulation
Facebook: newtechthai
Instagram: newtechinsulation
เว็บไซด์: https://www.noisecontrol365.com/

https://www.noisecontrol365.com/album/banner/851ef947851a952f6558581a8db3a103.jpg

8
รถรับจ้างขนของ รถรับจ้างเขตตลิ่งชัน เจ้าไหนดี

รถรับจ้างเขตตลิ่งชัน รถย้ายของเจ้าไหนที่ให้บริการดี วันนี้จะนำความรู้เล็กๆน้อยๆที่ผู้คนสนใจจะใช้บริการขนย้ายบ้านเขตตลิ่งชันห้อง คอนโด อพาร์ทเม้นท์ ด้วยรถกระบะรับจ้างเขตตลิ่งชันหกล้อรับจ้างเขตตลิ่งชันสามารถที่จะเปิดดูข้อมูลเพิ่มเติมได้เลยนะคะ แต่การขนย้ายด้วยรถรับจ้างลักษณะของการขนส่งที่ดีนั้นเป็นอย่างไรบ้างทุกคนจะมีความคาดหวังที่จะได้ใช้บริการของการขนส่งที่รับจ้างขนย้ายของทุกชนิดในย่านเขตตลิ่งชันย่อมต้องการให้เกิดการขนส่งที่ดีและมีคุณภาพประสิทธิภาพที่มากที่สุด


1 บริการรถรับจ้างขนของ รถรับจ้างเขตตลิ่งชันมีความรวดเร็วและตรงต่อเวลารถรับจ้างที่ดีในเขตตลิ่งชันหรือขนส่งทั่วทุกจังหวัดจะต้องจัดส่งสินค้าแก่ลูกค้าไปยังปลายทางให้อย่างเร็วมากที่สุดควรคำนึงตามวัตถุประสงค์หรือตามหลักที่ลูกค้าได้กำหนดเวลาที่เหมาะสมไม่ล่าช้าและฟิกเวลาไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อตัวลูกค้าและวัตถุนั้นที่ทำการจัดส่ง

2 รถรับจ้างเขตตลิ่งชันส่ง สินค้าถึงลูกค้าอย่างปลอดภัยและถึงที่หมายเป็นอย่างดีนอกจากรถรับจ้างที่จะทำการส่งของขนของด้วยรถขนส่งที่รวดเร็วแล้วก็จะถึงปลายทางที่ลูกค้าได้กำหนดเวลาเอาไว้สินค้านั้นก็ต้องถึงปลายทางอย่างปลอดภัยที่สุดและไม่เกิดความเสียหายต่อสินค้าของลูกค้า

3 รถรับจ้างเขตตลิ่งชันขนส่งส่งสินค้าให้ถึงมือของลูกค้าหากลูกค้าไม่ได้ติดรถไปกับเราแต่ญาติลูกค้ายังอยู่ปลายทางการขนส่งที่ไม่เพียงแต่จะขนส่งได้อย่างรวดเร็วหรือตรงต่อเวลาอย่างเดียวเราจะเน้นความปลอดภัยและต้องส่งสินค้าให้กับลูกค้าด้วยมือของลูกค้าเองจะไม่ส่งของแบบที่ยกของลงแล้วลูกค้าไม่อยู่ทางเราจะรอลูกค้ากรณีที่ลูกค้าไม่ได้ตามมาด้วยก็จะมีญาติของลูกค้าอยู่ปลายทางทางเราก็จะเป็นการยกของลงให้กับลูกค้ายังบรรลุตัวอย่างเป้าหมาย หากลูกค้าไปด้วยลูกค้าก็จะเห็นกระบวนการทำงานของเราแน่นอนว่าการยกของลงของจะมีความเสี่ยงว่าของจะเป็นรอยขีดข่วนหรือมีรอยบุบยุบหรือไม่ถ้าการขนส่งขนย้าย รถรับจ้างเขตตลิ่งชันที่ดีจะต้องส่งสินค้าให้กับลูกค้าได้อย่างดีและไม่มีข้าวของเสียหายแต่อย่างใดดังนั้นสิ่งที่การันตีได้อีก 1 ที่จะเป็นข้อมูลที่ดีก็จะเป็นการถ่ายรูปที่ลูกค้าได้รับสินค้าแล้วเพื่อเป็นหลักฐานในการยืนนานในการรับสินค้า

 
เนื่องจากว่าการขนส่งด้วยรถรับจ้างขนของเขตตลิ่งชัน ที่ว่าจะเป็นรถรับจ้างขนาดเล็กกระบะรับจ้างตู้ทึบกระบะรับจ้างแบบคอกสูง ตลอดจน 6ล้อรับจ้างรถเขตตลิ่งชันเฮี๊ยบรับจ้างเขตตลิ่งชัน10 ล้อรับจ้าง พ่วงรับจ้าง เครนรับจ้างที่เข้ามามีบทบาทเกี่ยวข้องกับทุกการดำเนินชีวิตของมนุษย์อย่างเราไม่ว่าจะเป็นการส่งสินค้าส่งพัสดุขนย้ายของ สำนักงานเขตตลิ่งชันออฟฟิศ ขนย้าย ขนย้ายมอเตอร์ไซค์ไปยังปลายทางที่เรานั้นไม่สามารถไปส่งสิ่งเหล่านี้ได้ด้วยตนเองวันนี้จึงทำให้ผลอะไรขนส่งมีลักษณะการขนส่งที่ดีมาฝากให้กับลูกค้าทุกๆท่านโดยจะคำนึงถึงปัจจัยเหล่านี้

ของเราเป็นทีมงานผู้บริหารที่มีประสบการณ์และสามารถปรับตัวเข้ากับคนยุคใหม่ได้ดีปัจจุบันทางทีมงานของเราก็จะมีจุดกระจายตามทั่วเขตพื้นที่ลูกค้าที่จะใช้บริการรถด่วนสามารถแจ้งเข้ามาได้รถของเราก็จะให้บริการในทันทีไม่ว่าลูกค้าจะอยู่ในเขตไหนก็ตามลูกค้าสามารถที่จะหาข้อมูลเพื่อยืนยันว่ารถรับจ้างนั้นมีความน่าเชื่อถือและให้บริการเป็นอย่างดีทางเราสามารถการันตีได้ว่าทีมงานขนส่ง ก็สามารถที่จะให้บริการรถรับจ้างที่ดีได้เลย ใช้บริการรถรับจ้างเขตตลิ่งชันกับขนส่ง

ส่วนข้อ 4 รถรับจ้างของเราทีมงานขนส่ง รับจ้างเขตตลิ่งชันและรับจ้างทั่วทุกจังหวัดเน้นอำนวยความสะดวกที่สุดให้แก่ลูกค้าณปัจจุบันสิ่งสำคัญที่สุดอีกหนึ่งในการบริการขนส่งรับจ้างขนของด้วยรถรับจ้างทุกชนิดและขนย้ายสินค้าทุกชนิดก็คือความสะดวกสบายของผู้ใช้บริการเป็นหลักนั้นเองในปัจจุบันจึงมีการรับสินค้าหรือส่งสินค้าให้กับลูกค้าแบบถึงหน้าบ้านและบริการอำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าทั้งคนยกคนแพ็คของและบริการคนขับบริการรถรับจ้างนั่นเองค่ะสิ่งเหล่านี้ทางทีมงานทำการบ้านมาเป็นอย่างดีรู้จุดบกพร่องรู้จุดการขนส่งว่าลูกค้าจะต้องการขนย้ายแบบไหน การขนส่งของเราก็จะเน้นในการขนส่งในกรุงเทพฯปริมณฑล เขตตลิ่งชันและทั่วทุกจังหวัดส่งถึงหน้าบ้านเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายแก่ลูกค้าถึงมือผู้รับอย่างแน่นอนลดระยะทางในการดำเนินทางไปส่งของด้วยตัวเองลูกค้าจะไม่เหนื่อยเพราะเราสามารถเรียกใช้บริการกับเราได้ทุกวันและทุกเวลา

9
ประสิทธิภาพของแผ่นสะท้อนความร้อน ฉนวนกันความร้อน ในการลดความร้อนจากแสงแดด

ทำความรู้จักหลักการทำงานของแผ่นสะท้อนความร้อน ตัวช่วยสำคัญของการป้องกันอาคารจากแสงแดด

การลดความร้อนภายในอาคารหรือบ้านเรือนมีความสำคัญต่อความเป็นอยู่ของผู้คนเป็นอย่างมาก เนื่องจากอุณหภูมิที่สูงเกินไปสามารถส่งผลกระทบด้านลบต่อสุขภาพของผู้คนได้ อีกทั้งยังทำให้เกิดความรู้สึกอึดอัด ไม่สบาย หงุดหงิด และอ่อนเพลียง่าย จนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตามการลดความร้อนภายในอาคารด้วยการติดตั้งเครื่องปรับอากาศอาจยังไม่เพียงพอ แต่ควรเริ่มป้องกันความร้อนตั้งแต่กระบวนการก่อสร้างอาคารเลยจะดีที่สุด ซึ่งวิธีการป้องกันที่ว่าก็คือการใช้งาน ‘แผ่นสะท้อนความร้อน’ ตัวช่วยสำคัญที่สามารถลดความร้อนจากแสงแดดได้ เพื่อช่วยให้ทุกคนเข้าใจหลักการทำงานของแผ่นสะท้อนความร้อนให้มากขึ้น รวมถึงเข้าใจข้อดีของมัน

บทความนี้เลยจะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับหลักการทำงานของแผ่นสะท้อนความร้อนว่ามีกระบวนการอย่างไร พร้อมไขข้อข้องใจว่าทำไมถึงสามารถลดความร้อนได้ไปพร้อมกันด้วย ผ่าน 4 คำถามยอดนิยมเกี่ยวกับแผ่นสะท้อนความร้อน


ไขข้อข้องใจ! ‘แผ่นสะท้อนความร้อน’ ลดความร้อนจากแสงแดดได้อย่างไร?

   
1. แผ่นสะท้อนความร้อนคืออะไร?

    ก่อนที่เราจะเข้าสู่ประเด็นหลักเกี่ยวกับหลักการทำงานของแผ่นสะท้อนความร้อน เราก็อยากจะเริ่มต้นด้วยการอธิบายให้ทุกคนเข้าใจก่อนว่าแผ่นสะท้อนความร้อนคืออะไร? แผ่นสะท้อนความร้อน (Radiant Barrier) คือวัสดุผืนผิวเรียบ มันวาวที่ถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่สะท้อนรังสีความร้อนจากแสงอาทิตย์ไม่ให้แทรกซึมเข้าสู่ตัวอาคารหรือบ้านเรือน สร้างขึ้นมาจากแผ่นโลหะบางสะท้อนแสงอย่าง อลูมิเนียมฟอยล์ โดยนำมาประกบกันสองชั้น บริเวณชั้นกลางจะทำเป็นโครงสร้างช่วยเสริมความแข็งแรงประมาณ 4 – 7 ชั้น ประกอบด้วยกระดาษคราฟต์ เส้นใยเสริมแรง

   
2. อยากลดความร้อนจากแสงแดดอย่างมีประสิทธิภาพ ควรติดตั้งแผ่นสะท้อนความร้อนตรงไหนดี?

    แผ่นสะท้อนความร้อนถูกออกแบบมาให้ติดตั้ง ‘ใต้หลังคา’ หรือ ‘ผนังด้านนอกอาคาร’ โดยหันด้านที่เป็นแผ่นโลหะสะท้อนแสงออกด้านนอก เพื่อสะท้อนรังสีความร้อนจากดวงอาทิตย์ออกจากตัวอาคาร ช่วยลดปริมาณความร้อนที่จะแทรกซึมเข้าสู่ภายในอาคาร ทำให้สามารถควบคุมอุณหภูมิภายในห้องได้ดีขึ้น และยังช่วยประหยัดพลังงานจากการใช้งานเครื่องปรับอากาศลงได้อีกด้วย

   
3. แผ่นสะท้อนความร้อนมีหลักการทำงานอย่างไร?

    มาถึงไฮไลต์ของบทความที่หลายคนน่าจะสงสัยกันมานานว่าเพราะอะไรแผ่นสะท้อนความร้อนถึงสามารถลดความร้อนจากแสงแดดได้ สำหรับเรื่องนี้ต้องยกความดีความชอบแรกให้กับตัววัสดุอย่างอลูมิเนียมฟอยล์ แผ่นโลหะที่มีความบาง ความมัน และความเงา เมื่อรังสีความร้อนและแสงอาทิตย์สาดส่องมากระทบกับวัสดุ และผืนผิวแบบนี้ พวกมันจะไม่ถูกดูดกลืน แต่จะสะท้อนกลับออกไปจากแผ่นโดยไม่ได้แทรกซึมผ่านเข้าสู่ภายในอาคาร จึงสามารถสะท้อนความร้อนได้สูงสุดถึง 95% และยังมีคุณสมบัติกระจายความร้อน 5% อีกด้วย และอีกหนึ่งเคล็ดลับที่ทำให้แผ่นโลหะบาง ๆ เหล่านี้สามารถทำหน้าที่ลดความร้อนได้ดีก็คือเรื่องของการติดตั้ง เพราะโดยส่วนใหญ่แล้วเราจะติดตั้งไว้บริเวณใต้หลังคา จึงช่องว่างอากาศระหว่างแผ่นกับโครงสร้างอาคาร มันจึงสามารถถ่ายเทความร้อนให้สะท้อนออกไปได้สะดวกมากขึ้น สรุปหลักการโดยรวมก็คือ เมื่อแสงอาทิตย์มากระทบกับแผ่นสะท้อนความร้อน มันก็จะถูกสะท้อนออกไปด้านนอกอาคารทันที เพราะวัสดุแบบแผ่นสะท้อนความร้อนไม่ดูดกลืนความ

   
4. แผ่นสะท้อนความร้อนสามารถหาซื้อได้ที่ไหน?

    หลังจากทราบแล้วว่าแผ่นสะท้อนความร้อนคืออะไร มีกระบวนการทำงานแบบไหน ทำไมถึงสะท้อนแสงอาทิตย์ได้ และควรทำงานร่วมกับวัสดุตัวไหนดี คำถามยอดฮิตข้อสุดท้ายที่หลายคนมักสงสัยกันเมื่อนึกถึงแผ่นสะท้อนความร้อนก็คือ เราควรไปซื้อสิ่งนี้ที่ไหนดี? ตามปกติแล้วแผ่นสะท้อนความร้อนสามารถหาซื้อได้ตามร้านขายของก่อสร้างทั่วไป แต่เพื่อการใช้งานที่ง่าย สะดวก และไม่ต้องกังวลภายหลัง ทุกคนควรซื้อแผ่นสะท้อนความร้อนกับร้านที่จัดจำหน่ายแผ่นสะท้อนความร้อนโดยตรงเลยจะดีที่สุด เพราะการติดตั้งแผ่นสะท้อนความร้อนไม่ได้มีเพียงการติดใต้หลังคาเพียงอย่างเดียว แต่ควรคำนวณหาค่า Heat Loss, Heat Gain, Surface Temperature เพื่อต้องการทราบประเภทและความหนาของฉนวนที่ถูกต้องด้วย ดังนั้นการซื้อแผ่นสะท้อนความร้อนจากร้านเฉพาะทางที่ให้บริการแบบครบวงจร จะช่วยลดความกังวลและเพิ่มความมั่นใจให้กับทุกคนได้มากกว่า

   
5. แผ่นสะท้อนความร้อนช่วยประหยัดค่าไฟได้จริงหรือ?

    แผ่นสะท้อนความร้อนช่วยประหยัดค่าไฟได้จริง เพราะมันทำหน้าที่สะท้อนรังสีความร้อนจากดวงอาทิตย์กลับสู่บรรยากาศ จึงสามารถลดปริมาณความร้อนที่เข้าสู่อาคารหรือบ้านเรือนได้ ส่งผลให้เครื่องปรับอากาศทำงานน้อยลง ใช้พลังงานไฟฟ้าลดลง ทำให้ประหยัดค่าไฟในระยะยาวได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม การจะประหยัดไฟได้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปัจจัยที่แตกต่างกัน ทั้งเรื่องพื้นที่ที่อาคารตั้งอยู่ คุณภาพของวัสดุ ลักษณะโครงสร้างของอาคาร และอื่น ๆ อีกมากมาย แต่โดยภาพรวมแล้วสามารถลดค่าไฟได้มากกว่าอาคารที่ไม่ติดตั้งแผ่นสะท้อนความร้อนอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้นการลงทุนติดตั้งแผ่นสะท้อนความร้อนจึงเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้

ทั้งหมดนี้คือ 5 คำถามยอดนิยมเกี่ยวกับแผ่นสะท้อนความร้อน ที่หลายคนมักสงสัยเมื่อพูดถึงประสิทธิภาพของแผ่นสะท้อนความร้อนในการลดความร้อนจากแสงแดด เชื่อว่าหลังจากอ่านคำตอบทั้งหมดนี้แล้ว ทุกคนน่าจะเข้าใจมากขึ้นว่าแผ่นสะท้อนความร้อนคืออะไร มีกระบวนการทำงานแบบไหน ทำไมถึงสะท้อนแสงอาทิตย์ได้ และควรทำงานร่วมกับวัสดุตัวไหนดีอย่างแน่นอน ส่วนใครที่กำลังมองหาร้านเฉพาะทางที่จัดจำหน่ายแผ่นสะท้อนความร้อนคุณภาพดี

10
บริหารจัดการอาคาร: ท่อแอร์ตัน แก้อย่างไร?

หลายบ้านคงต้องเคยพบกับปัญหาน้ำแอร์หยด ถือเป็นปัญหาที่มักเกิดขึ้นได้บ่อยกับแอร์บ้าน ไม่ว่าจะยี่ห้อใดก็ตาม เพราะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจาการประกอบและติดตั้งเป็นหลัก และเมื่อเกิดน้ำหยดแล้วก็มักเป็นเรื่องใหญ่ โดยเฉพาะแอร์ที่ติดตั้งในห้องนอน เพราะมักมีน้ำหยดลงบนที่นอน ทำให้เปิดแอร์นอนไม่ได้ โดยปัญหาดังกล่าวนี้ เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ไม่ได้ล้างแอร์ตามเวลาที่เหมาะสม ทำให้แผ่นกรองอากาศสกปรก สะสมฝุ่นละอองจนเกิดการอุดตัน

นอกจากเป็นสาเหตุทำให้แอร์ไม่ค่อยเย็นแล้ว ยังทำให้น้ำจับตัวกันเป็นก้อนกลายเป็นน้ำแข็ง ทำให้ไม่สามารถระบายความเย็นได้ทัน พอน้ำแข็งละลายทำให้เกิดหยดน้ำไหลออกมาจากตัวเครื่องหยดลงพื้นได้ ช่างแอร์ส่วนใหญ่จึงแนะนำให้ล้างแอร์ทุกๆ 6 เดือน นอกจากนี้ ยังมีสาเหตุมาจากการที่ท่อแอร์ตัน ซึ่งปัญหาการรั่วไหลของเครื่องปรับอากาศนั้น เกิดจากสิ่งสกปรกที่อยู่ด้านในของเครื่องปรับอากาศ ทำให้น้ำในเครื่องปรับอากาศนั้นไม่ได้ไหลออกมาจากท่อระบายน้ำที่ต่อออกมาสู่ด้านนอกนั่นเอง วันนี้ทางเราจะมาแนะนำวิธีการแก้ไขท่อแอร์ตัน ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่จะทำให้เกิดการรั่วซึมของของเหลวภายในเครื่องปรับอากาศ ที่หลายคนอาจจะกังวลใจหรือมักจะพบได้บ่อย

 ในปัจจุบันแอร์ ได้รับความนิยมเป็นอย่างกว้างขวางในปัจจุบันเพราะมีรูปร่างที่กะทัดรัด เล็กและเหมาะสมกับพื้นที่ห้องที่มีขนาดเล็ก นอกจากช่วยทำความเย็นแล้ว ยังช่วยทำให้อากาศสะอาด ช่วยให้อากาศภายในห้องไหลเวียน ไม่อึดอัด และยังช่วยควบคุมความชื้น ซึ่งประโยชน์เหล่านี้จะส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพของเราด้วย เราจึงจำเป็นที่จะต้องล้างทำความสะอาดอย่างถูกต้องหรือต้องใช้ช่างผู้เชี่ยวชาญเข้ามาล้างแอร์ตามเวลาที่เหมาะสม เพราะไม่เช่นนั้น อาจจะทำให้แอร์เสื่อมสภาพได้ และยังทำให้เราเสียสุขภาพอีกด้วย สำหรับวิธีการทำความสะอาดท่อแอร์นั้น ก็สามารถทำได้โดยเริ่มจากไปที่เครื่องปรับอากาศหน่วยกลางแจ้ง ซึ่งมีท่อระบายน้ำสำหรับเครื่องปรับอากาศ ซึ่งในปกติแล้วน้ำจะไหลออกมาทางท่อระบายนี้ ในขณะที่เครื่องปรับอากาศกำลังทำงาน ให้เป่าเข้าไปในท่อระบายน้ำของเครื่องปรับอากาศด้านนอกเพื่อเป็นการเป่าฝุ่นที่อยู่ในเครื่องปรับอากาศ

วิธีการง่ายๆนี้สามารถแก้ไขปัญหาฝุ่นที่ติดในเครื่องปรับอากาศได้ หรือจะใช้วิธีการนำเครื่องดูดฝุ่นมาดูดที่ปากท่อระบายน้ำของเครื่องปรับอากาศ เครื่องดูดฝุ่นจะทำหน้าที่ดูดฝุ่นจากเครื่องปรับอากาศออกมา วิธีการก็คือ นำปากเครื่องดูดฝุ่นกับปากท่อระบายน้ำของเครื่องปรับอากาศมาต่อกัน แต่ต้องให้ปากท่อระบายน้ำตั้งขึ้น และกดดูดฝุ่นโดยไม่ให้มีช่องว่างในปากเครื่องดูดฝุ่น เพื่อจะให้เครื่องดูดฝุ่นทำการดูดฝุ่นและทำความสะอาดสิ่งสกปรกที่อยู่ภายในตัวเครื่องปรับอากาศได้และหากพบว่ามีตะไคร้น้ำก็ควรรีบทำความสะอาด อย่าลืมสับเบรกเกอร์ลงก่อนเสมอทุกครั้งที่มีการทำงานกับแอร์ อย่างไรก็ตาม ถ้าเราหมั่นดูแลรักษาความสะอาดของแอร์ ก็จะช่วยทำให้ประหยัดพลังงาน ประหยัดค่าซ่อมบำรุง และยืดอายุการทำงานของเครื่อง นอกจากนี้ ยังทำให้เกิดความปลอดภัยต่อสุขภาพอนามัยของผู้ใช้และผู้อยู่อาศัย

 เนื่องจากการล้างทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศอยู่เสมอ จะช่วยขจัดเอาฝุ่นละออง เชื้อโรค เชื้อรา ที่เกาะติดอยู่กับส่วนต่าง ๆ ของเครื่อง และที่ล่องลอยอยู่ในอากาศภายในห้องออกไปด้วย เพราะฝุ่นละอองที่ล่องลอยอยู่ในอากาศจะถูกดักจับโดยแผงกรองฝุ่น ที่เรียกว่า ฟิลเตอร์ เป็นเชื้อโรค เชื้อรา เหล่านี้ อาจเป็นสาเหตุของการทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ได้ เช่น โรคภูมิแพ้ วัณโรค หรือโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจอื่น ๆ เพราะฉะนั้น เรื่องของความสะอาดจึงเป็นเรื่องที่เราไม่ควรละเลย

 อย่างไรก็ตาม เครื่องปรับอากาศ ก็ยังมีความจำเป็นของใครหลายๆคน หากจะเลือกซื้อแอร์สักเครื่อง ก็ควรเลือกให้เหมาะสมกับการใช้งาน ทางเราอยากให้ทุกคนได้เลือกเครื่องปรับอากาศที่มีประสิทธิภาพในการใช้งานที่เหมาะสมกับคุณ ทางเรามีบริการดูแลระบบเครื่องปรับอากาศภายในอาคาร ที่มีคนจำนวนมาก เพื่อที่จะได้สามารถใช้งานเครื่องปรับอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเราถือว่า ระบบปรับอากาศและหมุนเวียนอากาศเป็นสิ่งจำเป็นมาก เพราะผู้คนส่วนใหญ่ในปัจจุบันมักจะใช้ชีวิตในภายในอาคาร นั่นถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ เพราะถ้าเราได้สูดอากาศที่บริสุทธิ์และสะอาดเข้าไป ก็จะทำให้เรามีสุขภาพที่ดี สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้สดชื่น สบายมากยิ่งขึ้น

11
“สร้างเงินแสนจากครัวที่บ้าน” สไตล์ครูแมกซ์

จุดเริ่มต้นเพียงแค่ไม่มีใจรักการเป็นลูกน้อง และไม่ชอบการทำงานในองค์กร บวกกับมีความตั้งใจที่ว่า อยากฝึกทักษะการทำอาหารไว้ทำให้คุณพ่อคุณแม่ทานตอนท่านแก่
พร้อมกับคำพูดของคุณแม่ที่ชอบบอกว่า “การขายของมันได้จับเงินทุกวัน” นั่นคือจุดตัดสินใจ

ครูแมกซ์
จุดเริ่มต้นง่ายๆก็เริ่มจากการเรียนรู้จากคุณแม่ของครูแมกซ์เอง ท่านเป็นคนทำอาหารไทยอร่อย และเคยเปิดร้านอาหารมาก่อนตอนครูแมกซ์เด็กๆ
โดยใช้การถาม สังเกตอย่างละเอียด และฝึกชิมรสชาติของอาหารที่แท้จริง (เพราะคุณแม่ไม่เคยชั่งตวงวัดแม่บอกชิมให้เป็นไม่ต้องมาถามสูตร555)
ร่วมกับการเรียนรู้ผ่านสื่อออนไลน์ เช่น ยูทูป ดูทุกวันตลอดระยะเวลา 8-10ปี พร้อมกับการซื้อวัตถุดิบมาลงมือทำจริง ชิมจริง ทำให้คคุณแม่ทานจริง

ครูแมกซ์
จนถึงจุดที่มั่นใจแล้วว่า…จะทำอาหารเพื่อสร้างรายได้เริ่มง่ายๆจากครัวที่บ้าน
จากประสบการณ์ตลอดระยะเวลา15ปี ที่ครูแมกซ์มีรายได้จากอาหาร ไม่ว่าจะเป็นการยืนขายสลัดริมถนนหน้าตึกชาญอิสะ2 เปิดรับออเดอร์ลุกค้าในหมู่บ้าน การพรีออเดอร์ผ่านทางโซเชียลมีเดีย หรือแม้กระทั่งการออกบูทตามห้างดังต่างๆ

ทั้งหมดนี้ผ่านการทำจริง ได้ผลลัพธ์จริงมาทั้งหมดแล้วด้วยตัวครูแมกซ์เองคนเดียว (แบบไม่เลือกการมีลูกน้อง)

จึงมั่นใจมากว่าจากประสบการณ์ทั้งหมดที่ครูแมกซ์สั่งสมมาตลอดจนถึงวันนี้

ไข่เจียว
ครูแมกซ์ได้พิสูจน์แล้วว่า…การสร้างเงินแสนจากครัวที่บ้าน “มันทำได้จริง”
ครูแมกซ์ก็พร้อมที่จะถ่ายทอดทุกสูตรลัด แบไต๋ทุกเคล็ดลับให้คุณแบบหมดเปลือก!!  !!ความตั้งใจนั้นมันก็ได้เกิด”ผลลัพธ์”กับลูกศิษย์ครูแมกซ์เรียบร้อยแล้ว

📌น้องมิ้นท์ นักเรียนคอร์สไพรเวทจับมือทำรอบสด
ลาออกจากงานประจำเพื่อมาเปิดร้านขายอาหาร หลังจากเรียนกับครูแมกซ์ไปเพียงแค่3วัน น้องได้จับเงินบาทแรกจากอาหารทันที!!
โดยเปิดรับพรีออเดอร์จากอาพาร์ทเมนต์ (โดยมีครูแมกซ์เป็นที่ปรึกษาตลอด1เดือนเต็ม) เริ่มจากเมนูง่ายๆที่ครูแมกซ์เลือกให้เป็นเมนูประจำร้าน คือ “เมนูไข่ฟูหมูฉ่ำนัว”

‼️ล่าสุดเพียงแค่ 2เดือน ยอดขายเดือนกุมภาพันธ์ 68
สรุปได้ยอดขาย 60,000 บาท (ทำด้วยตัวคนเดียว)

📌น้องเติ๊ด นักเรียนคอร์สออนไลน์
เป็นพนักงานประจำหัวหน้าแผนกHR อยากหาอาชีพเสริมเพื่อวางแผนลาออกจากงานประจำ หลังจากเรียนคอร์สครูแมกซ์ภายใน 7 วัน น้องได้จับเงินบาทแรกจากอาหารทันที!!
โดยเปิดรับออเดอร์ที่คอนโด เริ่มจากเมนูง่ายๆที่เรียนจากคอร์สสูตรกะเพรา กับ คอร์ส10เมนูไข่ทำง่ายรายได้ปัง เมนูประจำร้าน คือ “เมนูข้าวไข่เจียว ไข่ข้น”
‼️ล่าสุดเพียงแค่ 2เดือน ยอดขายได้มากกว่าเงินเดือนประจำเป็นที่เรียนร้อยแล้ว พร้อมกับยื่นใบลาออก (แต่นายยังไม่อนุมัติ)


สนใจติดต่อสอบถามข้อมูล
ไลน์ ID  :  @krumax
Page FB : https://web.facebook.com/profile.php?id=61569480015186
เว็บไซด์ : https://krumax.net/krumaxcourse/
เบอร์โทร : 081-413-4479


12
ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเสียงดัง
ในโรงงานอุตสาหกรรม

โรงงานหรือสถานประกอบกิจการที่มีปัญหาด้านเสียงเกินค่ามาตรฐาน อาจสร้างผลกระทบทั้งด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงานต่อพนักงานในโรงงานเอง หรืออาจก่อให้เกิดมลพิษทางเสียงต่อชุมชนและสภาพแวดล้อมที่อยู่ด้านนอกโรงงาน หากเจ้าของแหล่งกำเนิดเสียงหรือผู้เกี่ยวข้องปล่อยปละละเลย ไม่จัดทำโครงการควบคุมเสียงหรือแก้ไขปัญหาดังกล่าวไม่สำเร็จ จะทำให้มีผลกระทบตามมา เช่น
•   เป็นผู้กระทำผิดกฎหมายด้านเสียง มีทั้งโทษปรับและจำคุก
•   ลูกจ้างอาจเกิดภาวะสูญเสียการได้ยินแบบชั่วคราวหรือแบบถาวร
•   ประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานลดลงจากเสียงเกินค่ามาตรฐาน
•   ถูกร้องเรียนจากชุมชนหรือผู้ได้รับผลกระทบทางเสียงที่อยู่นอกโรงงาน
•   โรงงานหรือสถานประกอบกิจการอาจถูกสั่งปิดปรับปรุง จนกว่าจะแก้ไขแล้วเสร็จ

ทำไมต้องใช้บริการจาก
“NEWTECH INSULATION” ในการควบคุมเสียง?
ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปี ในการควบคุมเสียงอุตสาหกรรม เรามีความพร้อมทั้งด้านบุคลากรเฉพาะทางที่มีความรู้ด้านเสียงและความสั่นสะเทือน เครื่องมืออันทันสมัยที่ได้มาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด รวมถึงประสบการณ์ด้านการแก้ไขปัญหาเสียงอุตสาหกรรมที่มีทั้งในและต่างประเทศ ผู้ใช้บริการจึงมั่นใจได้ว่าปัญหาด้านเสียงในโรงงานหรือสถานประกอบกิจการจะได้รับการแก้ไขได้อย่างตรงจุด ด้วยค่าใช้จ่ายที่น้อยที่สุด เพราะเราเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการควบคุมเสียงในอุตสาหกรรม
– บริษัทฯ ขึ้นทะเบียนและได้รับใบอนุญาตเป็นนิติบุคคลผู้ให้บริการตรวจวัดและวิเคราะห์สภาวะการทำงานเกี่ยวกับระดับเสียง โดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
– บุคลากรของบริษัทฯ ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ควบคุมมลพิษเสียงและความสั่นสะเทือน จากสภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
– มีทีมงานที่มากประสบการณ์และความรู้ ได้แก่ วิศวกร นักสิ่งแวดล้อมอุตสาหกรรม เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน ช่างเทคนิค รวมไปถึงช่างประกอบและติดตั้งระบบควบคุมเสียง
– มีเครื่องมือที่ได้มาตรฐานไว้ให้บริการทั้งด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์
– มีสินค้าสำหรับควบคุมเสียงและความสั่นสะเทือนให้เลือกหลากหลายรูปแบบ เช่น ผนังกันเสียง ห้องเก็บเสียง ม่านกันเสียง ตู้ครอบลดเสียง แจ็คเก็ตลดเสียง ไซเลนเซอร์ อคูสติคลูเวอร์ อุปกรณ์แยกความสั่นสะเทือน เป็นต้น
– มีการประเมินหรือทำตัวแบบจำลองระดับเสียง ก่อน-หลัง ปรับปรุงให้ลูกค้าใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจ ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลาในการแก้ปัญหาด้านเสียง
– รับประกันระดับเสียงที่ลดลง อยู่ในเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
– รับประกันคุณภาพสินค้าและฝีมือการติดตั้งทุกงาน

บริษัท นิวเทค อินซูเลชั่น จำกัด
ผู้เชี่ยวชาญด้านการควบคุมเสียงในโรงงานอุตสาหกรรม
จากประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาด้านเสียงมายาวนาน ไม่ว่าจะเป็นเสียงทางอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน และเสียงทางสิ่งแวดล้อม
ทางบริษัทฯ ยินดีให้คำแนะนำที่ทำได้จริงสำหรับการแก้ปัญหาด้านมลภาวะทางเสียงที่เกิดขึ้น เพื่อให้ทั้งโรงงาน พนักงาน หรือชุมชนโดยรอบอยู่ร่วมกันได้
“เพราะเรา…เข้าใจเรื่องเสียง”

สนใจสั่งซื้อ
เบอร์โทร:  02-583-8035 , 02-583-8034, 098-995-4650
E-mail: contact@newtechinsulation.com
Line ID: @newtechinsulation
Facebook: newtechthai
Instagram: newtechinsulation
เว็บไซด์: https://www.noisecontrol365.com/


13
การจัดฟันเด็กเล็ก มีความเสี่ยงหรือไม่ ?

ต้องบอกเลยว่ามีความเชื่อมากมายเกี่ยวกับการจัดฟันในเด็กเล็ก และส่วนใหญ่จะเป็นความเชื่อในด้านลบ โดยผู้ใหญ่หลายๆท่านจะมองว่า เด็กเล็กจะจัดฟันไปทำไม เพราะเดี๋ยวฟันน้ำนมก็หลุด เชื่อมโยงไปถึงการมองข้ามคุณค่าประโยชน์และผลกระทบที่ตามมาของฟันน้ำนม ซึ่งถือว่าเป็นความคิดที่ผิดเป็นอย่างมาก

จากการศึกษาวิจัยทางด้านทันตกรรมมาโดยตลอดต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ฟันและเหงือกมีความสำคัญมากตั้งแต่แรกเกิด จึงควรที่จะทำการดูแลรักษาสุขภาพช่องปากตั้งแต่แรกเกิดเสียด้วยซ้ำ

ถึงแม้ความความเป็นจริงฟันน้ำนมจะโยกคลอนและหลุดไปตามธรรมชาติ แต่หากว่าดูแลรักษาไม่ดีตั้งแต่ช่วงฟันน้ำนม ก็จะส่งผลเสียถึงฟันแท้ด้วยเช่นกัน

ซึ่งในวันนี้จึงขออนุญาตมาไขข้อสงสัย เกี่ยวกับการจัดฟันในเด็ก และความสำคัญของฟันน้ำนมที่หลายๆท่ายังเข้าใจผิดว่าไม่สำคัญ โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้


เด็กเล็กควรเริ่มจัดฟันตั้งแต่อายุเท่าไหร่ ?

ต้องขอบอกเพียงสั้นๆว่า ยิ่งจัดฟันเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี และมีประสิทธิภาพมากเท่านั้น เนื่องจากว่านวัตกรรมทางด้านทันตกรรมถือว่าก้าวกระโดดอย่างรวดเร็ว เนื่องจากว่าคนส่วนใหญ่บนโลกได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของสุขภาพช่องปากเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก และถือว่าเป็นคำถามหลักของผู้ปกครองว่า บุตรหลานต้องมีอายุเท่าไหร่ถึงควรทำการจัดฟันได้

ซึ่งทางด้านของสมาคมทันตแพทย์ประเทศออสเตรเลียได้กล่าวไว้เมื่อนานมาแล้วว่า เด็กเล็กที่มีปัญหาเรื่องการสบฟันที่ผิดปกติ หรือขากรรไกรที่ไม่เป็นธรรมชาติ อย่างช้าควรเริ่มทำการจัดฟันที่อายุประมาณ 7 ขวบ เพราะถือได้ว่าเป็นช่วงวัยที่โครงสร้างต่างๆสามารถรักษาได้ง่าย เพราะยังไม่สิ้นสุดการเจริญเติบโต หากช้าไปกว่านี้อาจจะทำให้การจัดฟันจนเข้ารูปถือว่าเป็นเรื่องที่ยากเข้าไปอีก


“EF Line” เครื่องมือจัดฟันเด็กเล็กที่ทันตแพทย์ทั่วโลกแนะนำ

อย่างที่ทราบกันดีว่าโลกในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีใหม่ๆถูกพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นตามลำดับ อุปกรณ์จัดฟันก็เช่นกัน เพราะเป็นหนึ่งในปัญหาที่มักพบเป็นอันดับต้นๆของผู้ที่ทำการรักษาโรคต่างๆเกี่ยวกับช่องปาก

ซึ่งนวัตกรรม EF Line นี้ถือว่าทำออกมาเพื่อตอบสนองการจัดฟันในเด็กเล็กๆได้เป็นอย่างดี ซึ่งอุปกรณ์จัดฟัน EF Line นี้ถูกออกแบบมาให้แก้ปัญหาแบบครอบคลุมสำหรับเด็กเล็กที่มีอายุตั้งแต่ 4 ขวบ จนกระทั่งถึง 15 ปี ได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างมาก

ซึ่งอุปกรณ์จัดฟัน EF Line นี้ไม่ได้เพียงแต่จัดฟันเด็กเล็กให้เข้ารูป แต่ยังสามารถแก้ปัญหาเรื่องโครงสร้างใบหน้าที่ผิดปกติ เช่น คางยุบ คางเบี้ยว รวมถึงพฤติกรรมที่จะทำให้โครงสร้างฟันมีปัญหา เช่น การกลืนอาหารผิดวิธี การวางลิ้นผิดตำแหน่ง และการดูดนิ้ว เป็นต้น

EF Line จึงถือได้ว่าเป็นหนึ่งในนวัตกรรมทางทันตกรรมที่ลบความเชื่อผิดๆของผู้ใหญ่หลายๆท่านว่า ไม่ควรจัดฟันตอนเด็กได้อย่างสิ้นเชิง เพราะประสิทธิภาพของอุปกรณ์ชนิดนี้สูงจนทำให้หลายๆท่านเปลี่ยนความคิดและเห็นความสำคัญของฟันเด็กเล็กกันไปเลยทีเดียว


ระวังหากรอช้าไม่รีบจัดฟันในวัยเด็กเล็ก

– ผู้ปกครองส่วนใหญ่มักจะคิดว่า ฟันน้ำนมไม่ได้สำคัญ มีปัญหาก็ถอนทิ้ง ถือค่อยทำการรักษาตอนที่โตแล้วมีฟันแท้ขึ้นทั้งปาก ซึ่งนั่นคือความเข้าใจผิดและอาจจะสายเกินไปที่จะทำการรักษาแก้ไข เพราะฟันน้ำนมถือได้ว่ามีบทบาทมากๆต่อการเรียงตัวและรูปทรงของฟันแท้

– การจัดฟันตั้งแต่ที่ยังอายุน้อยๆ ถือว่าเป็นการหลีกเลี่ยงปัญหา และลดความรุนแรง ที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงที่อายุมากขึ้น การจัดฟันควรเริ่มตั้งแต่ในวัยประถม หากรอให้ถึงวัยมัธยมอาจจะสายเกินไป และความรุนแรงของการผิดปกติก็อาจจะมีมากขึ้นไปด้วยตามลำดับ

– ในปัจจุบันจากการเก็บข้อมูลผู้ป่วยที่ดีขึ้น พบได้ว่าวัยรุ่น อายุประมาณ 18  ปีขึ้นไป จำนวนมากมีปัญหาเรื่องขนาดของขากรรไกร อาจเกี่ยวกับการรับประทาน หรือความเคยชินในพฤติกรรมวัยเด็กก็ตาม ทันตแพทย์ส่วนใหญ่จะไม่แนะนำให้ทำการจัดฟัน เพราะอาจจะทำให้อาการผิดปกติยิ่งแย่ลงไปอีก แต่ทันตแพทย์จะให้ทำการรอดูอาการอย่างใกล้ชิดเป็นระยะเวลาหนึ่งเมื่อพร้อมถึงจะเริ่มการจัดฟัน ต่างกับเด็กเล็กๆที่ทันตแพทย์จะแนะนำให้รีบทำการจัดฟันในทันที

14
พูดคุยเรื่องทั่วไป / Doctor At Home: ฝีดาษลิง (Mpox/Monkeypox)
« เมื่อ: วันที่ 18 สิงหาคม 2025, 22:51:03 น. »
Doctor At Home: ฝีดาษลิง (Mpox/Monkeypox)

ฝีดาษลิง (ฝีดาษวานร ก็เรียก) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่พบในสัตว์ฟันแทะและลิง* พบในคนครั้งแรกที่ประเทศคองโกในปี 2513 และต่อมาพบระบาดกลายเป็นโรคประจำถิ่นในทวีปแอฟริกา เริ่มพบระบาดไปนอกแอฟริกาเป็นครั้งแรกคือสหรัฐอเมริกาในปี 2546 และในปี 2564 พบผู้ป่วยชาวอเมริกัน 1 รายซึ่งกลับจากการไปท่องเที่ยวที่ประเทศไนจีเรีย นับแต่ปี 2565 เป็นต้นมา พบระบาดในทวีปต่าง ๆ ทั่วโลก**

โรคนี้จะทำให้มีอาการไข้และผื่นตุ่มขึ้น คล้ายโรคฝีดาษหรือไข้ทรพิษ (smallpox) แต่มีความรุนแรงน้อยกว่า โดยมีผื่นอยู่นานเป็นสัปดาห์ ๆ ซึ่งจะหายได้เองเป็นส่วนใหญ่

กลุ่มที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้ ได้แก่ ผู้ที่เดินทางเข้าไปในพื้นที่ที่มีการระบาด (เช่นในประเทศแถบแอฟริกา), ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อ (โดยเฉพาะอย่างกลุ่มชายรักร่วมเพศ ผู้ที่ทำงานด้านบริการทางเพศ ผู้ที่มีคู่นอนหลายคน), ผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดหรืออาศัยอยู่ในบ้านเดียวกันกับผู้ติดเชื้อ, ผู้ที่มีโอกาสสัมผัสกับสัตว์ที่ติดเชื้อ

*เนื่องจากพบโรคนี้ระบาดในลิงในห้องทดลองเป็นครั้งแรกในปี 2501 จึงได้ชื่อว่า ฝีดาษลิง ซึ่งเดิมใช้ชื่อว่า Monkeypox ปัจจุบันองค์การอนามัยโลกขอให้ใช้ชื่อว่า Mpox แทน

**เมื่อ 23 กรกฎาคม 2565 องค์การอนามัยโลกประกาศให้การระบาดของโรคฝีดาษลิงเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขของโลก เนื่องจากได้พบผู้ติดเชื้อกว่า 16,000 รายใน 75 ประเทศทั่วโลก ในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิต 5 ราย หลังจากสถานการณ์ผู้ป่วยเริ่มลดลง ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 2566 องค์การอนามัยประกาศให้โรคนี้พ้นจากภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ

ในไทยมีรายงานผู้ป่วยรายแรกซึ่งเป็นชาวไนจีเรียที่เดินทางมาที่ภูเก็ตเมื่อ 21 กรกฏาคม 2565 หลังจากนั้นพบมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ มีรายงาน (เมื่อวันที่ 4 พ.ย. 2566) ว่าพบผู้ป่วยจำนวนทั้งสิ้น 582 ราย ใน 37 จังหวัดทั่วประเทศ เกือบร้อยละ 60 ของผู้ป่วยทั้งหมดอยู่ในกรุงเทพฯ ทั้งนี้ ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชายรักร่วมเพศ ส่วนใหญ่พบในคนอายุ 30-39 ปี รองลงมาคือช่วงอายุ 20-29 ปี อย่างไรก็ตาม โรคนี้พบได้ในคนทุกเพศทุกวัยที่มีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย

สาเหตุ

เกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่ม orthopoxvirus* (ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับเชื้อไวรัสโรคฝีดาษหรือไข้ทรพิษ) โรคนี้สามารถติดต่อได้ 2 ทาง ได้แก่

1. จากคนสู่คน เชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านทางผิวหนัง (ที่มีรอยแยก) เยื่อเมือก (เช่น เยื่อบุตา ช่องปาก คอหอย ช่องคลอด องคชาต ทวารหนัก) หรือทางเดินหายใจ

การติดเชื้อส่วนใหญ่เกิดจากการสัมผัสถูกผื่น ตุ่ม น้ำหนอง แผลที่ผิวหนัง สารคัดหลั่ง (เช่น น้ำมูก น้ำลาย เสมหะ น้ำตา) ของผู้ติดเชื้อ หรือสัมผัสถูกบริเวณทวารหนักหรือช่องคลอดของผู้ติดเชื้อ โดยการสัมผัสอย่างแนบชิด เช่น การนวด การกอด จูบ หรือการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อ แต่ก็สามารถพบในคนทั่วไปที่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ บางรายอาจเกิดจากการใช้ของร่วมกับผู้ติดเชื้อ เช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว ผ้าห่ม ผ้าปูที่นอน หมอน เป็นต้น

นอกจากนี้ยังพบว่ามีการติดเชื้อจากมารดาสู่ทารกผ่านทางรกขณะอยู่ในครรภ์ หรือจากการสัมผัสใกล้ชิดหลังคลอด

ส่วนการติดเชื้อจากการสูดละอองฝอยที่ผู้ติดเชื้อไอ จาม หรือหายใจรดนั้นพบได้เป็นส่วนน้อย ผู้ป่วยมักต้องมีการสัมผัสแบบตัวต่อตัว (เช่น การพูดคุยกันอย่างใกล้ชิด) เป็นเวลานาน ๆ

2. จากสัตว์สู่คน ส่วนใหญ่ติดเชื้อมาจากสัตว์ฟันแทะ (เช่น หนู กระรอก กระแต กระต่าย) โดยการสัมผัสถูกเลือด สารคัดหลั่ง ผื่นหรือตุ่มหนองของสัตว์ หรือถูกสัตว์ติดเชื้อกัดหรือข่วน หรือกินเนื้อสัตว์ติดเชื้อที่ปรุงไม่สุก การติดเชื้อจากสัตว์พบได้เป็นส่วนน้อย และมักพบในพื้นที่ที่มีโรคนี้เป็นโรคประจำถิ่น (เช่นแอฟริกา)

ระยะฟักตัว 5-21 วัน

*เชื้อไวรัสฝีดาษลิงที่พบในแอฟริกาแบ่งเป็น 2 สายพันธุ์ ได้แก่ สายพันธุ์ชนิดที่ 1 (สายพันธุ์คองโก) และสายพันธุ์ชนิดที่ 2 (สายพันธุ์แอฟริกาตะวันตก) สายพันธุ์ชนิดที่ 1 พบในแอฟริกากลาง (เช่น คองโก) มีอัตราการเสียชีวิตร้อยละ 10 ส่วนสายพันธุ์ชนิดที่ 2 พบในแอฟริกาตะวันตก (เช่น ไนจีเรีย) และมีความรุนแรงน้อยกว่าสายพันธุ์ชนิดที่ 1 คือมีอัตราการเสียชีวิตร้อยละ 1-3 การระบาดที่เกิดขึ้นทั่วโลกตั้งแต่ปี 2565 เกิดจากสายพันธุ์ชนิดที่ 2


อาการ

ระยะแรก จะมีอาการไข้ หนาวสั่น อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดหลัง ต่อมน้ำเหลืองโตทั่วร่างกาย บางรายอาจมีอาการเจ็บคอ เจ็บทวารหนัก อาเจียน หรือท้องเดินร่วมด้วย

ระยะต่อมา (หลังมีไข้ 1-3 วัน) จะมีผื่นตุ่มขึ้นจำนวนมากตามบริเวณใบหน้าและแขนขา (มากกว่าลำตัว) ซึ่งมักจะขึ้นที่ใบหน้าก่อน แล้วกระจายไปตามแขนขา โดยเริ่มแรกขึ้นเป็นผื่นแดงหรือปื้นนูนแดง ต่อมาจะกลายเป็นตุ่มน้ำใส ซึ่งอาจรู้สึกปวดเจ็บ แสบร้อน หรือคัน ต่อมาจะกลายเป็นตุ่มหนอง และกลายเป็นสะเก็ด แล้วในที่สุดก็จะหลุดลอกไป ผื่นตุ่มเหล่านี้จะเป็นอยู่นานประมาณ 2-4 สัปดาห์ (ในรายที่มีภูมิคุ้มกันต่ำอาจนานกว่านี้) หลังตกสะเก็ดอาจเกิดรอยโรคหรือแผลเป็นได้ เนื่องจากผื่นตุ่มของโรคนี้จะกินถึงผิวหนังชั้นลึก

บางรายอาจมีผื่นตุ่มที่บริเวณมือ (รวมทั้งฝ่ามือ) เท้า (รวมทั้งฝ่าเท้า) เยื่อบุในช่องปาก คอหอย อวัยวะเพศ เยื่อบุตาขาว และกระจกตาได้

บางรายอาจมีอาการต่างไปจากลักษณะที่พบในผู้ป่วยส่วนใหญ่ดังกล่าวข้างต้น เช่น มีเพียงไข้ต่ำ ๆ หรือมีผื่นตุ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย หรือมีอาการผื่นขึ้นก่อนหรือพร้อมกับอาการอื่น ๆ ไม่มีอาการต่อมน้ำเหลืองโต ซึ่งอาจทำให้คิดว่าไม่ใช่โรคฝีดาษลิง และละเลยการป้องกันการแพร่เชื้อให้ผู้อื่น

ภาวะแทรกซ้อน

เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ (เช่น ผู้ป่วยเอดส์) มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน อาทิ

    คออักเสบ ซึ่งอาจรุนแรงจนทำให้กลืนลำบาก
    ทวารหนักอักเสบ ซึ่งอาจรุนแรงจนทำให้ถ่ายอุจจาระลำบาก
    ผื่นตุ่มที่ผิวหนังเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน
    ภาวะโลหิตเป็นพิษจากเชื้อเข้ากระแสโลหิต 
    การติดเชื้อที่กระจกตา ซึ่งอาจรุนแรงทำให้ตาบอดได้
    ปอดอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ สมองอักเสบ
    หญิงตั้งครรภ์ที่เป็นโรคฝีดาษลิง อาจทำให้ทารกตายในครรภ์ แท้งบุตร ทารกคลอดก่อนกำหนด


การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยเบื้องต้นจากอาการ ประวัติการเจ็บป่วย และการตรวจร่างกาย ซึ่งมีสิ่งตรวจพบ ดังนี้

ไข้ มากกว่า 38 องศาเซลเซียส

ต่อมน้ำเหลืองโต ซึ่งถือเป็นจุดเด่นที่สังเกตได้ของโรคนี้ สามารถเกิดขึ้นได้ตามจุดต่าง ๆ ที่สัมผัสโรค เช่น คอ ไหปลาร้า รักแร้ ข้อศอก เป็นต้น

ผื่นแดง ตุ่มน้ำใส ตุ่มหนอง ตามใบหน้า แขนขา ฝ่ามือ ฝ่าเท้า

แพทย์จะทำการวินิจฉัยให้แน่ชัด โดยการตรวจหาสารพันธุกรรม (ดีเอ็นเอ) ของเชื้อจากน้ำหรือหนองจากตุ่มที่ผิวหนังด้วยเทคนิค polymerase chain reaction (PCR) ในกรณีที่ไม่พบผื่นตุ่มที่ผิวหนัง จะตรวจจากสารคัดหลั่งในลำคอ หรือทวารหนัก ซึ่งเก็บตัวอย่างโดยการใช้ไม้ป้ายคอหอย (oropharyngeal swab) หรือไม้ป้ายทวารหนัก (anal/rectal swab)


การรักษาโดยแพทย์

แพทย์จะให้การรักษาโรคนี้ ดังนี้

    ในรายที่อาการไม่รุนแรงและไม่มีภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง จะให้การรักษาตามอาการ เช่น ยาแก้ปวดลดไข้ (พาราเซตามอล หรือไอบูโพรเฟน) ยาแก้คัน (เช่น ยาแก้แพ้ คาลาไมน์โลชั่น), ให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำในรายที่กินไม่ได้หรือมีภาวะขาดน้ำ, ให้ยาปฏิชีวนะในรายที่ผื่นตุ่มมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน เป็นต้น
    ในรายที่มีอาการรุนแรงหรือมีภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง แพทย์จะรับผู้ป่วยไว้รักษาในโรงพยาบาล และให้การรักษาภาวะผิดปกติที่พบ (เช่น ปอดอักเสบ สมองอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ)

ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงบางราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ หรือมีโรคประจำตัว แพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านไวรัส ได้แก่ tecovirimat (หรือ TPOXX) ซึ่งเป็นยาที่ใช้รักษาโรคไข้ทรพิษ

ผลการรักษา ส่วนใหญ่มักจะหายได้ภายใน 2-4 สัปดาห์โดยการรักษาตามอาการ ส่วนผู้ที่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง หากได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีก็มักจะหายได้เป็นปกติ มีส่วนน้อยที่อาจมีความพิการ (เช่น ในรายที่เป็นสมองอักเสบที่รุนแรง) หรือเสียชีวิต


การดูแลตนเอง

หากสงสัย เช่น มีไข้ ต่อมน้ำเหลืองโต มีผื่นตุ่มขึ้นตามผิวหนัง และมีประวัติสัมผัสผู้ป่วยฝีดาษลิง ควรปรึกษาแพทย์โดยเร็ว

เมื่อตรวจพบว่าเป็นโรคฝีดาษลิง ควรดูแลตนเองดังนี้

    รักษาและปฏิบัติตัวตามที่แพทย์แนะนำ และติดตามรักษากับแพทย์ตามนัด
    แยกตัวออกจากผู้อื่นทันที แยกห้องนอน ห้องน้ำ แยกของใช้ และงดการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าแผลจะตกสะเก็ด (ระยะที่เป็นตุ่มน้ำใส และตุ่มหนอง สามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้)
    สวมหน้ากากอนามัย ถ้ามีคนอื่นอยู่ในบริเวณใกล้เคียง
    หมั่นล้างมือบ่อย ๆ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนหรือหลังสัมผัสผื่นตุ่ม)
    กินอาหารสุขภาพ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และดื่มน้ำมาก ๆ 
    ถ้ามีแผลในปาก ให้ใช้น้ำเกลือกลั้วปากวันละ 4 ครั้ง
    หลีกเลี่ยงการสัมผัสวัตถุหรือพื้นผิวที่ผู้อื่นใช้ร่วม เช่น ลูกบิดประตู โต๊ะ เก้าอี้ รีโมตทีวี เป็นต้น หากเลี่ยงไม่ได้ หลังสัมผัส ควรใช้แอลกอฮอล์เช็ดทำความสะอาดทันที
    ตัดเล็บให้สั้น และห้ามแคะ แกะ เกาผื่นหรือตุ่ม เพราะการแคะ แกะ เกาอาจทำให้ผื่นตุ่มหายช้า แพร่กระจายผื่นตุ่มไปยังบริเวณอื่นของร่างกาย อาจทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน และกลายเป็นแผลเป็นได้

ควรกลับไปพบแพทย์ก่อนนัด ถ้ามีอาการผิดปกติ (เช่น เจ็บหน้าอกมาก หอบหรือหายใจลำบาก รู้สึกเหนื่อยง่าย ซึมมาก ไม่ค่อยรู้สึกตัว ชัก แขนขาอ่อนแรง ปวดศีรษะมาก อาเจียน กินไม่ได้ แผลเป็นหนองหรือสงสัยว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน) หรือมีอาการที่สงสัยว่าเป็นผลข้างเคียงจากยาหรือแพ้ยา

สำหรับผู้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ (เช่น อยู่ในบ้านเดียวกัน เป็นสามีภรรยาหรือมีเพศสัมพันธ์กัน มีการพูดคุยกันอย่างใกล้ชิด) ควรสังเกตอาการของตนเอง และแยกตัวเองออกจากผู้อื่น หากมีอาการผิดสังเกต ควรไปปรึกษาแพทย์โดยเร็ว

การป้องกัน

    หลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ป่วย และไม่นำมือไปสัมผัสผื่น ตุ่ม หนอง ของผู้ติดเชื้อ
    ออกห่างจากผู้ติดเชื้อ หรือผู้ที่มีประวัติสัมผัสผู้ป่วย แยกห้องนอน ห้องน้ำ แยกของใช้ และงดการมีเพศสัมพันธ์กับคนเหล่านี้
    หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์หรือสารคัดหลั่งของสัตว์ที่อาจเป็นพาหะ (เช่น สัตว์ฟันแทะ ลิง) ไม่กินเนื้อสัตว์ไม่ปรุงสุก
    ในช่วงที่มีการระบาด หมั่นสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือด้วยน้ำกับสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์บ่อย ๆ หลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสใบหน้า ตา จมูก และไม่ใช้ของร่วมกับผู้อื่น


ข้อแนะนำ

1. ฝีดาษลิงเป็นโรคประจำถิ่นในแถบแอฟริกามานาน แต่เพิ่งมีการระบาดไปทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยเมื่อปี 2565 ดังนั้น หากมีไข้ และผื่นตุ่มขึ้นตามตัว นอกจากมีสาเหตุจากอีสุกอีใส โรคมือ เท้า ปาก เริม งูสวัดแล้ว ก็ควรนึกว่าอาจเกิดจากโรคฝีดาษลิงนี้ก็ได้ (ตรวจอาการ "ไข้ร่วมกับมีผื่นหรือตุ่มขึ้น" เพิ่มเติม)

โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคฝีดาษลิงจะมีผื่น ตุ่มน้ำใส และตุ่มหนองขึ้นกระจายไปทั่วร่างกายในลักษณะแบบเดียวกับอีสุกอีใส ต่างกันตรงที่ฝีดาษลิงจะมีต่อมน้ำเหลืองโตตามคอ ไหปลาร้า รักแร้ ข้อศอก ซึ่งมักไม่พบในอีสุกอีใส ส่วนอีสุกอีใสมักจะติดต่อกันได้ง่ายกว่าฝีดาษลิง อย่างไรก็ตาม หากพบอาการไข้และผื่นตุ่มขึ้นในกลุ่มชายรักร่วมเพศ หรือผู้ที่มีประวัติสัมผัสโรคฝีดาษลิง ควรสงสัยว่าเป็นฝีดาษลิงมากกว่าอีสุกอีใส ซึ่งควรให้แพทย์วินิจฉัยโดยเร็ว

2. โรคนี้เกิดจากการสัมผัสแบบแนบชิดกันเป็นหลัก ซึ่งพบในกลุ่มเสี่ยงบางกลุ่ม (เช่น กลุ่มชายรักร่วมเพศ ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อ ผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่อยู่ในบ้านด้วยกัน) ไม่ได้แพร่ในที่สาธารณะอย่างกว้างขวางเช่นโรคโควิด-19 สามารถป้องกันด้วยการหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย

3. สำหรับผู้ที่มีประวัติติดโรคฝีดาษลิงจากการมีเพศสัมพันธ์ แพทย์จะทำการตรวจว่ามีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่น (เช่น เอชไอวี ซิฟิลิส หนองใน หนองในเทียม) ร่วมด้วยหรือไม่ หากพบก็จะให้การรักษาควบคู่ไปด้วย

4. ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันโรคฝีดาษลิง ซึ่งมีใช้ในประเทศที่มีการระบาดของโรคนี้อย่างรุนแรง สำหรับบ้านเรา เนื่องจากโรคนี้ยังไม่ถือเป็นการระบาด จึงยังไม่มีวัคซีนชนิดนี้

ผู้ที่เคยได้รับการปลูกฝีป้องกันโรคฝีดาษมาก่อน จะมีภูมิคุ้มกันที่ช่วยปัองกันโรคฝีดาษลิง และมีความเสี่ยงต่อการติดโรคฝีดาษลิงน้อยกว่าผู้ที่ไม่เคยปลูกฝี ในบ้านเราการปลูกฝีได้ยกเลิกไปตั้งแต่ปี 2517 เนื่องจากโรคฝีดาษถูกกำจัดหมดไปจากโลก

15
พูดคุยเรื่องทั่วไป / ตรวจโรคคอตีบ/ดิฟทีเรีย (Diphtheria)
« เมื่อ: วันที่ 16 สิงหาคม 2025, 21:40:36 น. »
ตรวจโรคคอตีบ/ดิฟทีเรีย (Diphtheria)

โรคคอตีบ หรือ ดิฟทีเรีย (diphtheria) เป็นโรคติดต่อที่เกิดขึ้นฉับพลันและร้ายแรง พบได้ประปรายตลอดปี บางครั้งอาจพบระบาด

ปัจจุบันพบผู้ป่วยคอตีบน้อยมาก เนื่องจากมีการฉีดวัคซีนป้องกันอย่างทั่วถึง ผู้ป่วยที่พบนั้นมักมีประวัติไม่ได้ฉีดวัคซีนป้องกันหรือฉีดไม่ครบ ซึ่งมักเป็นกลุ่มเด็กที่ยากจน หรืออาศัยอยู่บริเวณชายแดน หรือกลุ่มคนอพยพจากประเทศเพื่อนบ้าน และส่วนมากจะพบในเด็กอายุ 1-10 ปี

สาเหตุ

เกิดจากเชื้อคอตีบ ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า โครินแบคทีเรียมดิฟทีเรีย (Corynbacterium diphtheriae) ซึ่งมีอยู่ในน้ำมูก น้ำลาย หรือเสมหะของผู้ป่วยหรือผู้ที่เป็นพาหะของโรค ส่วนมากติดต่อโดยการหายใจสูดเอาฝอยละอองเสมหะที่ผู้ป่วยไอหรือจามรด       

เชื้อคอตีบจะปล่อยสารพิษ (exotoxin) ออกมาทำลายเนื้อเยื่อต่าง ๆ โดยเฉพาะเยื่อบุคอหอย กล้ามเนื้อหัวใจ และเส้นประสาท     

ระยะฟักตัว ประมาณ 1-7 วัน (เฉลี่ย 3 วัน)


อาการ

ผู้ป่วยจะมีอาการไข้ต่ำ ๆ ปวดศีรษะ ครั่นเนื้อครั่นตัว เจ็บคอ กลืนลำบาก คลื่นไส้ อาเจียน และมีท่าทางอ่อนเพลียมาก

ถ้ามีการอักเสบของกล่องเสียง ผู้ป่วยจะมีอาการเสียงแหบ ไอเสียงก้อง (คล้ายเสียงเห่าหรือเสียงร้องของแมวน้ำ) มีเสียงฮื้ด (stridor)*ตอนหายใจเข้า หายใจลำบาก ตัวเขียว

ในรายที่มีการอักเสบของโพรงจมูก (ซึ่งพบได้ส่วนน้อย) อาจทำให้มีเลือดปนน้ำเหลืองไหลออกจากจมูกซึ่งส่วนใหญ่จะออกจากรูจมูกเพียงข้างเดียว

* เป็นเสียงที่เกิดจากลมหายใจวิ่งผ่านรูกล่องเสียงที่ตีบแคบ เนื่องจากกล่องเสียงมีการอุดกั้นจากเยื่อบุผิวที่อักเสบบวม หรือจากสาเหตุอื่น ทำให้เกิดเสียงดังฮื้ดในช่วงจังหวะของการหายใจเข้า บางครั้งอาจเกิดตามหลังอาการไอ เสียงฮื้ดนี้พบได้ในโรคคอตีบ ครู้ป สำลักสิ่งแปลกปลอม ไอกรน กล่องเสียงบวมจากการแพ้รุนแรง (angioedema) เนื้องอกที่กล่องเสียง ฝากล่องเสียงอักเสบ (epiglottitis) เป็นต้น
 
เสียงฮื้ด ต่างจากเสียงวี้ด (wheezing) ซึ่งเกิดจากลมวิ่งผ่านหลอดลมที่ตีบ เช่น โรคหืด หลอดลมพอง หลอดลมอักเสบ มีเสียงดังวี้ดในช่วงจังหวะของการหายใจออก


ภาวะแทรกซ้อน

ที่ร้ายแรง คือ ภาวะอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนบน เนื่องจากแผ่นเยื่อปิดกั้นกล่องเสียง ซึ่งจะพบในวันที่ 2-3 ของโรค หากไม่ได้รับการช่วยเหลือด้วยการเจาะคอช่วยหายใจได้ทันท่วงที ผู้ป่วยมักจะเสียชีวิต

ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญอื่น ๆ ได้แก่ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (myocarditis) และเส้นประสาทอักเสบ (neuritis) จากสารพิษที่เชื้อปล่อยออกมา

โรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ มักเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 10-14 ของการเจ็บป่วย (แต่อาจพบได้ระหว่างสัปดาห์แรกถึงสัปดาห์ที่ 6) โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีอาการคอวัว ทำให้มีอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ (ชีพจรเต้นไม่สม่ำเสมอ) ถ้ารุนแรงอาจเกิดภาวะหัวใจวาย และอาจทำให้เสียชีวิตอย่างฉับพลัน (มีอัตราตายจากภาวะนี้สูงถึงร้อยละ 50)

เส้นประสาทอักเสบ ทำให้กล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเป็นอัมพาต ผู้ป่วยอาจมีอาการกลืนลำบาก พูดเสียงขึ้นจมูก ขย้อนน้ำและอาหารออกทางจมูก (เนื่องจากกล้ามเนื้อเพดานอ่อนเป็นอัมพาต มักมีอาการตั้งแต่สัปดาห์ที่ 3 ของโรค) หรืออาจมีอาการตาเหล่ เห็นภาพซ้อน (เนื่องจากกล้ามเนื้อตาเป็นอัมพาต มักมีอาการในสัปดาห์ที่ 5 ของโรค) หรืออาจทำให้แขนขาเป็นอัมพาต (มักพบในสัปดาห์ที่ 6-10 ของโรค) อาการเหล่านี้มักเป็นเพียงชั่วคราวและหายได้ในที่สุด

บางรายอาจมีอาการอัมพาตของกะบังลม ทำให้หายใจลำบาก อาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ มักพบในสัปดาห์ที่ 5-7 ของโรค

นอกจากนี้ ยังอาจทำให้มีโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น ปอดอักเสบ ไตทำงานผิดปกติ (ตรวจพบสารไข่ขาวในปัสสาวะ ปัสสาวะออกน้อย เป็นต้น)
 

การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยเบื้องต้นจากอาการ ประวัติการเจ็บป่วย และการตรวจร่างกาย

มักตรวจพบไข้ 38.5-39 องศาเซลเซียส หายใจหอบ คอบุ๋ม ชีพจรเต้นเร็ว

การตรวจคอ มักพบแผ่นเยื่อสีเทาหรือเหลืองปนเทา (gray/grayish yellow pseudomembrane) แลดูคล้ายเศษผ้าสกปรกยึดติดแน่นกับเนื้อเยื่อปกติอยู่บนทอนซิล คอหอยลิ้นไก่ และเพดานปาก ซึ่งเขี่ยออกยาก ถ้าฝืนเขี่ยจะทำให้มีเลือดออกได้

ต่อมน้ำเหลืองที่คอมักจะโต

บางรายอาจมีอาการคอบวมมาก คล้าย ๆ คอวัว เรียกว่า อาการคอวัว (bull neck) ซึ่งบางรายอาจกดทับหลอดเลือดดำที่คอ ทำให้ใบหน้ามีสีคล้ำจากการมีเลือดคั่ง

แพทย์จะทำการวินิจฉัยให้แน่ชัด โดยการนำหนองในลำคอไปตรวจย้อมดูเชื้อและเพาะเชื้อ อาจตรวจเลือด (พบเม็ดเลือดขาวสูงกว่าปกติ) ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจในรายที่สงสัยว่ามีกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบร่วมด้วย


การรักษาโดยแพทย์

แพทย์จะรับตัวผู้ป่วยไว้ในโรงพยาบาล นอกจากให้การรักษาตามอาการแล้ว ที่สำคัญ คือ ให้ยาต้านพิษคอตีบ และยาปฏิชีวนะ เช่น เพนิซิลลินจีชนิดฉีด หรือ อีริโทรไมซินชนิดกิน

ในรายที่หายใจลำบาก อาจต้องเจาะคอช่วยหายใจ

ผลการรักษา ถ้าได้รับการรักษาตั้งแต่แรกเริ่ม ก็จะหายได้ภายใน 1-2 เดือน แต่ถ้าได้รับการรักษาช้าไป ก็อาจมีภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง หรือเสียชีวิตได้

การดูแลตนเอง

1. หากมีอาการไข้ เจ็บคอ หายใจลำบาก หรือสงสัยเป็นโรคคอตีบ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที เมื่อตรวจพบว่าเป็นโรคคอตีบ ควรรับการดูแลรักษาที่โรงพยาบาล ปฏิบัติตามคำแนะนำ และแนวทางการรักษาของแพทย์อย่างจริงจังและต่อเนื่อง

2. เมื่อออกจากโรงพยาบาลแล้ว ควรปฏิบัติ ดังนี้

    กินยา ปฏิบัติตัวตามที่แพทย์แนะนำ และไปตรวจกับแพทย์ตามนัด
    นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงการทำงานหรือกิจกรรมที่ใช้แรงมาก
    เฝ้าสังเกตตัวเองอย่างใกล้ชิด
    ควรกลับไปพบแพทย์ก่อนนัด หากมีอาการผิดปกติ (เช่น แขนขาอ่อนแรง หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก หัวใจเต้นผิดจังหวะ เป็นต้น) หรือกินยาแล้วสงสัยเกิดผลข้างเคียงจากยา (เช่น มีลมพิษ ผื่นคัน ตุ่มพุพอง ตาบวม ปากบวม คลื่นไส้ อาเจียน หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ)

3. ผู้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย ควรไปพบแพทย์เพี่อทำการป้องกันไม่ให้เป็นโรคนี้


การป้องกัน

1. โรคนี้สามารถป้องกันด้วยการฉีดวัคซีนรวมป้องกันคอตีบ บาดทะยัก และไอกรน (DTP) ตั้งแต่อายุได้ 2 เดือน

2. สำหรับผู้สัมผัสโรค หรือผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการป้องกัน โดย

    ทำการเพาะเชื้อจากคอหอย ติดตามอาการเป็นเวลา 7 วัน และให้ยาอีริโทรไมซิน กินป้องกันนาน 7 วัน
    ฉีดวัคซีนป้องกันถ้าไม่เคยฉีดมาก่อน ถ้าเคยฉีดวัคซีนป้องกันมาก่อนและเข็มสุดท้ายได้รับมานานเกิน 5 ปี มาแล้ว ควรฉีดวัคซีนกระตุ้น


ข้อแนะนำ

1. ควรแยกผู้ป่วยออกต่างหาก และทำการกำจัดน้ำมูก น้ำลาย เสมหะของผู้ป่วย

2. เนื่องจากผู้ป่วยอาจมีกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบหรือเส้นประสาทอักเสบแทรกซ้อน เมื่อกลับจากโรงพยาบาลแล้วควรระวังอย่าให้ร่างกายตรากตรำ จนกว่าจะปลอดภัยและควรเฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด ถ้าสงสัยมีโรคแทรกซ้อนเกิดขึ้นควรรีบไปพบแพทย์

3. เชื้อคอตีบอาจทำให้เกิดแผลเรื้อรังที่ผิวหนังได้ ถ้าพบแผลเรื้อรังในคนที่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยคอตีบก็อย่าลืมนึกถึงสาเหตุจากเชื้อคอตีบ ดกทดก

หน้า: [1] 2 3 ... 29